
เปิดตึกสันตินายกฯนำแถลงผลงานประกอบวีดีโอพรีเซ็นเตชั่น
"รัฐบาล"เปิดตึกสันติฯ แถลงผลงาน 6 เดือน นายกฯมาร์ค นำแถลงพร้อมประกอบวีดีโอพรีเซ็นเตชั่นเชิญรัฐมนตรีเข้าร่วม พร้อมตอบคำถามสื่อ
(5 ส.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การแถลงผลงานของรัฐบาลครบรอบ 6 เดือนในวันที่ 6 ส.ค.นี้ ในเวลา 10.00 น. รัฐบาลได้เตรียมตึกสันติไมตรี หลังในใช้เป็นสถานที่แถลงข่าว โดยนายกรัฐมนตรี เชิญรัฐมนตรีทุกคนให้เข้าร่วมงานแถลงนโยนบายครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง โดยมีรัฐมนตรีตอบรับเข้าร่วมงานแถลงข่าวร่วม 20 คน ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดเก้าอี้ไว้รองรับผู้ที่จะมาร่วมงานแถลงกว่า 200 โต๊ะ ประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวง และโฆษกทุกกระทรวง เพื่อนำนโยบายจาการแถลงไปต่อสอดเพื่อถ่ายทอดให้กับประชาชนได้รับทราบ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรูปแบบการแถลงข่าวครั้งนี้ รัฐบาลกำหนดให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลง พร้อมประกอบวีดีโอพรีเซ็นเตชั่น โดยได้มีการเตรียมจอโปเจตเตอร์ขนาดใหญ่ ไว้ด้านหลังโพเดียมแถลงผลงานของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีการจัดเก้าอี้สำรองรัฐมนตรีไว้ทั้งหมด 22 ตัว บริเวณด้านข้างโพเดียมแถลงนโยบาย ซึ่งจะมีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามแนวนโยบายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแถลงเสร็จ และหากเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีกระทรวงใด ก็ได้มอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารประกอบการแถลงผลงานสรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2552 มีการจัดทำเป็นเอกสารพิมพ์สี่สี จำนวน 41 หน้าปกเป็นภาพรอยยิ้มและความสุขของประชาชนทุกระดับ ภายใต้ชื่อ “6 เดือน กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข ” ส่วนปกหลังเป็นพื้นสีฟ้า มีสโลแกนเป็นตัวหนังสือสีขาว ระบุว่า “ ความสุขของคนไทย คือเป้าหมายของรัฐบาล ” ซึ่งเล่มนี้ สำหรับแจกจ่าย ส.ว.สื่อมวลชน และองค์กรต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือใช้เป็นสีพื้น เป็น สีฟ้า ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหนังสือดังกล่าวมีการจัดแบ่งหมวดหมู่นโยบายของรัฐบาลเป็น 5 หมวด ประกอบด้วย 1 .การแก้ไขและบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชน ได้แก่การสร้างรายได้ ผ่านโครงการจัดตั้งชุมชนพอเพียง การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้แก้ผู้สูงอายุ การส่งเสริมและเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับ อสม. การลดค่าใช้จ่ายและลงทุนด้านสังคม ได้แก่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ลดและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน การบรรเทาการว่างงานและเตรียมคนสำหรับการพัฒนาในอนาคต ได้แก่โครงการต้นกล้าอาชีพ การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอมอี) ได้แก่ มาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านการภาษี และมาตรการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว
2. การสร้างความเชื่อมั่น และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ได้แก่ การเร่งสร้างความเชื่อมั่นและการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย ด้วยความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย ด้วยการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
3. การวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต ได้แก่การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ณ วันที่ 30 มิ.ย.เบิกจากงบประมาณทั้งสิ้น 1,254,549.98 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้อนุมัติ 1,835,000.00 ล้านบาท คิดเป็น 68.37 % การเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การจัดตั้งสภาเกษตรแห่งชาติ และการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
4. การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า ได้แก่การแก้ไขปัญหาด่วนเฉพาะหน้าปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ชนิด เอ เ อช 1 เอ็น 1 และ 5. การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชนและองค์กรภาคประชาชน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายนอกจากนี้ยังมีฉบับสำหรับแจกจ่ายประชาชน จำนวน 2 แสนชุด ในชื่อ “ เรื่องเล่า ริมรั้ว ” ภายในเล่มมีการรวมความเห็นหลากหลายของผู้สูงอายุผ่านนโยบายเบี้ยยังชีพ ว่าได้ 500 บาท คุณตาคุณยายเอาไปทำอะไร มีโครงการทัวร์บ้านนาอีสานต้นแบบชุมชนพอเพียง พร้อมทั้งรูปซอตเด็ดการลงพื้นที่อีสานของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โครงการ 5 มาตรการซูเปอร์เซฟ รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ประปาฟรี และไฟฟ้าฟรี พร้อมทั้งคำสัมภาษณ์เด็กนักเรียนทุนฟรี
ทั้งนี้ปกหลังของหนังสือ เป็นไปรษณีย์ ส่งถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านตู้ปณ 1111 ทำเนียบรัฐบาล กทม. 10300 เพื่อให้ประชาชนได้ส่งข้อเสนอแนะ พร้อมความเห็นต่างๆ กลับมายังนายกรัฐมนตรี หลังจากได้รับทราบการแถลงผลงานรัฐบาลแล้ว



