
(เกษียณ)เร็วไปก็ไม่ดี
(เกษียณ)เร็วไปก็ไม่ดี : เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ทุกครั้งที่มีคนถามว่า คิดเรื่อง “เกษียณ” ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า คิดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็คงจะตอบแบบเดียวกัน ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า คำตอบที่ว่า “คิดถึงเรื่องเกษียณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน” นั้น ไม่ได้หมายถึงแค่เริ่มทำงานปุ๊บ ก็อยากเลิกทำงานปั๊บ แต่หมายถึงการเตรียมความพร้อมที่จะมีชีวิตหลังเกษียณ (ในแบบที่เราต้องการ) ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานวันแรก ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าคิดเร็ว วางแผนเร็ว และลงมือทำเร็ว โอกาสที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณตามมาตรฐานหรือตามความต้องการของตัวเอง ก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น
และเชื่อหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่วางแผนเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ แต่สุดท้ายแล้ว พวกเขานี่แหละที่กลายเป็นคนไม่มีวันเกษียณ เพราะยังสนุกกับการทำงาน ยังสนุกกับการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้ว่าอายุอานามจะเลยวัยเกษียณไปแล้วก็ตาม
“อายุ 60 แล้ว จะมีปัญญาทำอะไรได้” หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง “ดิ อินเทิร์น” นำแสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นีโร และแอน แฮทธาเวย์ ก็อาจจะนึกอ๋อขึ้นมาทันที ส่วนใครที่ไม่เคยชม จริงๆ “เงินทองต้องรู้” เคยเขียนถึงไปครั้งหนึ่งแล้ว อาจจะลองหาอ่านย้อนหลังดู หรือจะหาภาพยนตร์ชมย้อนหลังก็ได้
ขออนุญาตบอกกล่าวนิดเดียวว่า “ดิ อินเทิร์น” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความแตกต่างและการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่าอย่าง “เบน วิทเทเกอร์” (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร) พ่อม่ายวัย 70 ปี ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยการออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยเงินที่สะสมจากการทำงาน แต่ทุกครั้งที่ “กลับบ้าน” เขาค้นพบว่า วัยเกษียณของตัวเองช่างเงียบเหงา ว่างเปล่าและไร้คุณค่า ชายสูงวัยอย่าง “เบน” จึงหวนกลับเข้าสู่สนามการทำงานอีกครั้ง ในฐานะ “เจ้าหน้าที่ฝึกงานอาวุโส” ในบริษัทเว็บไซต์แฟชั่นขายเสื้อผ้าออนไลน์ ซึ่งก่อตั้งและบริหาร โดย “จูลส์ ออสติน” (รับบทโดย แอน แฮทธาเวย์) คนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเททำงานหนักจนธุรกิจประสบความสำเร็จหลังจากก่อตั้งในเวลาเพียงแค่ 18 เดือน เรื่องราวหลังจากนั้น ก็เชิญติดตามย้อนหลังกันเอง
ประเด็นที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เกิดขึ้นหลังจากไปอ่านความเห็นของผู้บริหารบริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประจำสำนักงานใหญ่ สหรัฐอเมริกา ที่แนะนำให้ “คนไทยยืดอายุการเกษียณจากการทำงาน” ให้นานขึ้น
ผู้บริหารหญิงคนนี้ชื่อ “มาร่า สวอน” เธอมีตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป “มาร่า” บอกว่า การเกษียณอายุการทำงานของคนไทยที่อายุ 60 ปีนั้น ถือว่าเป็นการเกษียณในช่วงอายุที่น้อยมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก โดยยุโรปจะเกษียณอายุกันที่ 65 ปี ขณะที่บางประเทศ เช่น สวีเดน ขยายการเกษียณอายุไปถึง 67 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หลังจากเกษียณอายุแล้ว รัฐบาลของประเทศในยุโรปจะต้องรับภาระจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้สูงวัยเหล่านี้ ดังนั้น หากเกษียณเร็ว ก็เท่ากับเป็นภาระของรัฐมากเกินไป
ส่วนคนไทยนั้นกลับข้างกัน เพราะระบบดูแลผู้สูงอายุไม่ได้ดีเท่ากับยุโรป การเกษียณเร็วเกินไป จะเป็นภาระกับตัวเอง (เนื่องจากไม่มีคนดูแล ยกเว้นข้าราชการ) ดังนั้น แมนพาวเวอร์กรุ๊ป จึงแนะนำให้คนไทยยืดอายุเกษียณจากการทำงาน
“งาน” ที่ต้องการคนในวัยเกษียณ ก็เหมือนหนังเรื่อง “ดิ อินเทิร์น” นั่นแหละ โดยผู้บริหารแมนพาวเวอร์กรุ๊ปในประเทศไทย “สุธิดา กาญจนกันติกุล” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอกว่า มีลูกค้าองค์กรหลายแห่งที่เตรียมการวางแผนบุคลากร โดยเฉพาะการทำโปรแกรมรองรับกลุ่มแรงงานเกษียณอายุ ซึ่งส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้แรงงานที่เกษียณอายุไปแล้วในวัย 60 ปี เข้ามาเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัท เพื่อให้การเรียนรู้โอนถ่ายงานไปสู่คนอีกรุ่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เหมือนที่บริษัทเว็บไซต์แฟชั่นขายเสื้อผ้าออนไลน์ของ “จูลส์” ต้องการประสบการณ์ ตลอดจนกระบวนการแก้ปัญหาอย่างลุ่มลึก เลยเถิดไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งการพับเสื้อยืดส่งให้ลูกค้า จากชายวัยเกษียณอย่าง “เบน”
เมื่อลองย้อนกลับไปค้นข้อมูลเก่า เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีงานเสวนาวิชาการที่น่าสนใจ จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “การขยายอายุการทำงาน : บทเรียนจากต่างประเทศ และบริบทสำหรับสังคมไทย”
ดร.สวรัย บุณยมานนท์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา) เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ อาจารย์เล่าถึงประสบการณ์การขยายอายุเกษียณของประเทศสิงคโปร์ ว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยายตัวของประชากรต่ำมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงต้องมองหามาตรการเพิ่มจำนวนบุคลากรในภาคแรงงาน ด้วยการขยายเวลาเกษียณอายุจากเดิมที่ 60 ปี ไปเป็น 65 ปี ซึ่งการมีงานทำของคนในวัยนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตแล้ว ยังทำให้ประเทศชาติไม่ขาดแคลนทรัพยากรบุคคลในวัยทำงานด้วย
แนวคิดของการยืดเวลาเกษียณ ทำงานไปเรื่อยๆ (โดยมีผลสำรวจบ่งชี้ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่จะทำงานไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต) อาจจะไม่ตรงใจบางกลุ่มก้อนของประชากรวัยทำงาน ที่ต้องการเกษียณเร็ว บางคนตั้งเป้าเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี หรือบางคนเร็วกว่านั้น อาจจะจบชีวิตการทำงานเมื่ออายุ 50 ปี หรือบางคนมีเป้าหมายที่เร็วกว่านั้นอีก
แน่นอนว่า หลายคนทำสำเร็จ เพราะถ้าวางแผนแต่เนิ่นๆ และลงมือทำอย่างจริงจัง พวกเขาก็สามารถจะบรรลุเป้าหมายเกษียณเร็วและเกษียณรวยได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายไปพร้อมๆ กัน เพราะแม้จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่สิ่งหายไปคือ ประชากรวัยแรงงานที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ มีความรู้และตกผลึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุด เหมือนที่ ดร.สวรัย ได้กล่าวไว้นั่นแหละ
วางแผนหลังเกษียณแล้วทำแบบตาม เพื่อมีชีวิตในแบบที่ต้องการ เป็นความฝันสูงสุดของทุกคน แต่ถ้ารีบเกษียณ “เร็ว (เกิน) ไป” ก็ไม่ดีจริงๆ นะ โดยเฉพาะถ้าเรายังมีประโยชน์กับคนรุ่นใหม่เหมือน “ลุงเบน” กับ “หลานจูลส์”



