ข่าว

ปูทางวางอนาคต'รถยนต์ไฟฟ้า'ราคาสูง

ปูทางวางอนาคต'รถยนต์ไฟฟ้า'ราคาสูง

04 ก.ค. 2559

ปูทางวางอนาคต'รถยนต์ไฟฟ้า'ราคาสูง-โครงสร้างพื้นฐานไม่พออุปสรรคใหญ่

           ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในการผลักดันนโยบายและกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อทำให้ตลาดและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยยังไม่เอื้อต่อการจำหน่ายและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งปัจจัยด้านราคาที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปและการรองรับในโครงสร้างพื้นที่ไม่เพียงพอ

           ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี ระบุว่า จากข้อมูลของ

           บริษัท แอลเอ็มซี ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฮบริดในไทยปี 2015 มีสัดส่วนประมาณ 1% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งยังคงอยู่ในระดับเดียวกับปี 2012 แสดงให้เห็นว่าการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งไฮบริด หรือ ปลั๊กอิน ไฮบริด มาจำหน่าย ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เป็นเพราะราคาที่สูงกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปมาก 

           สอดคล้องกับความเห็นของคุณัชญ์ ธนาศรีสุทธิ นักวิเคราะห์อาวุโส จากแอลเอ็มซีเอ ที่กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฮบริด มีราคาสูงจนผู้บริโภคมองว่ารถประเภทนี้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน 

           ขณะที่นิสสันและโตโยต้ามองว่า ตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจะมีความพร้อมได้ต้องได้รับการสนับสนุนในนโยบายที่มีผลต่อราคาขายเพื่อให้สามารถทำตลาดในไทยได้ เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้าเพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ถูกลง หรือกรณีของเกาหลีและเยอรมนีที่มีโครงการให้เงินสนับสนุนเพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

           อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในไทยยังไม่เอื้อต่อการจำหน่ายและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ประการแรกคือ ปัจจุบันจำนวนสถานีประจุไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มีเพียง 20 แห่งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอกับผู้บริโภคและผู้ผลิต หากพิจารณาให้เอ็นจีวีเป็นกรณีศึกษาจะพบว่าในช่วงแรกการที่สถานีเติมเชื้อเพลิงเอ็นจีวีมีไม่เพียงพอ ได้ส่งผลกระทบไปยังรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวี สะท้อนได้จากสัดส่วนของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวในปี 2005 มีน้อยกว่า 1% ของปริมาณจดทะเบียนทั้งประเทศ และกว่าทางค่ายรถยนต์จะสามารถผลิตรถยนต์ดังกล่าวได้เต็มที่ก็ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี 

           ประการที่สอง เมื่อมองถึงความพร้อมในการสร้างบิซิเนส โมเดล ที่เกิดขึ้นพร้อมกับเทรนด์ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ระบบคาร์ แชร์ริ่ง ที่ใช้ในสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและเกาหลี การจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ หรือความเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สมาร์ท กริด และพลังงานทางเลือก พบว่า ไทยก็ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ และประการสุดท้ายไทยยังไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญได้ เช่น ลิเธียมแบตเตอรี่ มอเตอร์ไดรฟ์และคอนโทรล ยูนิต ทำให้ต้องมีการนำเข้า ซึ่งเป็นการสร้างข้อกังวลให้แก่ผู้บริโภคในด้านของความสามารถและความพร้อมของอะไหล่ที่จะนำให้บริการและซ่อมบำรุง

           อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในการผลักดันของทั้งภาครัฐและเอกชนจะช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีความเป็นไปได้ในอนาคต ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยการที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันนโยบายเพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยให้ชัดเจนภายในพฤศจิกายนปีนี้ โดยในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายกระทรวงต่างให้ความร่วมมือในการจัดโครงการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นโครงการกำหนดมาตรฐานของเต้ารับเต้าเสียบสำหรับการประจุไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้าหรือการศึกษาการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนผ่านบีไอไอ ของกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการนำร่องการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 200 คัน ของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้รถเมล์ ไดเซล ไฮบริด สำหรับรถเมล์ ขสมก.สาย 137 

           ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ถือว่าบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูเป็นรายแรกที่มีการประกาศขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชนิด PHEV (รุ่น X5 และ 330e) ภายในปีนี้เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจีนที่ถือเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมียอดขายมากกว่า 2 แสนคันในปี 2015 นอกจากนี้ ผู้ผลิตค่ายยุโรป เช่น เมอซิเดส-เบนซ์ และปอร์เช่ ก็มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าชนิด ปลั๊ก อิน ไฮบริด (PHEV) หลากหลายรุ่น รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น FOMM ก็อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อลงทุนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและผลิตแบตเตอรี่ในไทยเช่นกัน

           อีไอซีแนะว่าผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะจากโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า โครงการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือโครงการพัฒนาทางเทคโนโลยีต่างๆ และนอกจากนี้ ควรจะเชื่อมโยงสู่ธุรกิจอื่นๆ เพราะเมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยเกิดขึ้นก็จะมีความพร้อมที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจภาคบริการ เช่น การจัดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า การให้บริการซ่อมบำรุง การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและอะไหล่ หรือแม้แต่การพัฒนา บิซิเนส โมเดล ใหม่อย่างระบบคาร์ แชร์ริ่ง ในไทย

           อีกทั้งผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะในด้านบุคลากร เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่เพียงแต่จะเข้ามาแทนที่ชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แบตเตอรี่แทนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนแทนเครื่องยนต์เท่านั้น แต่จะมีผลต่อการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในรถยนต์ทั่วไปมากขึ้นด้วย อีกทั้งผู้ผลิตชิ้นยานยนต์รายใหญ่ของโลกอย่าง Denso Delphi และ Robert Bosch ก็พัฒนาเซ็นเซอร์และระบบต่างๆ ซึ่งอาจจะกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยซึ่งอยู่ในลำดับที่ต่ำลงมาด้วย ดังนั้น เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะเพียงพอและพร้อมต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแม่หรือพันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศในอนาคต