ข่าว

ประกันสังคมอึดอัดหวั่นนโยบายขยายสิทธิกระทบกองทุนชราภาพ

ประกันสังคมอึดอัดหวั่นนโยบายขยายสิทธิกระทบกองทุนชราภาพ

05 ส.ค. 2552

แฉผู้บริหารประกันสังคมอึดอัด หวั่นนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมถึงคู่สมรส-บุตรผู้ประกันตนกระทบกองทุน ขณะที่ ครม.ไฟเขียวอนุมัติหลักการเพิ่มสิทธิประโยชน์ชดเชยขาดรายได้เจ็บป่วย-เงินบำเหน็จชราภาพ ” ไพฑูรย์ ” คุยโวเห็นผลสิ้นปี สั่ง สปส.เร่งเก็บตัวเลข-ศึกษาผ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 40   (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) จาก 3 กรณี เป็น 5 กรณี ได้แก่ กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เงินชดเชยการขาดรายได้ระหว่างการเจ็บป่วยรักษาในโรงพยาบาล   3 วันขึ้นไป ได้รับเงินครั้งละ 1,000 บาท ปีละ 2 ครั้ง และให้สิทธิประโยชน์กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 (ผู้ประกันตนในระบบปกติ) ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรด้วย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ   เสียชีวิต ซึ่งคู่สมรสที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว จะต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น   

 นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปศึกษาตัวเลขคู่สมรสผู้ประกันตนมีจำนวนเท่าไหร่ และดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนประกันสังคมให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจาณา หลังจากนั้นจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินสิ้นปี 2552

“ การขยายสิทธิครอบคลุมไปสู่คู่สมรสและบุตร ผมยืนยันได้ว่า สปส.จะไม่มีการเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนเพิ่มอีก เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว และต้องการผลักดันเป็นกฎหมายโดยเร็ว เพราะไม่แน่ใจว่าหากเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดพลิกผัน กฎหมายฉบับนี้จะเป็นรูปธรรมแค่ไหน ” นายไพฑูรย์ กล่าว

 ขณะที่นางสุจิตรา บุญชู รองเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองวิชาการ สปส.เก็บสถิติผู้ประกันตนทั้งชายและหญิงที่มาเบิกค่าคลอดบุตรย้อนหลัง 3 ปี เพื่อหาตัวเลขทำเป็นฐานข้อมูลคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน และให้เสนอข้อมูลการศึกษาเพื่อพิจารณาในวันที่ 11 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอาจจะไม่สามารถครอบคลุมไปถึงผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อยู่กันฉันสามีภรรยาได้ ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามติ ครม.ที่ให้ขยายสิทธิประโยชน์ไปยังคู่สมรสอาจเป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม แต่นายไพฑูรย์ ชิงนำเรื่องขอความเห็นชอบจาก ครม.ก่อนนั้น เรื่องนี้แม้บอร์ด สปส.ยังไม่มีมติ แต่ก็เคยรับทราบแนวทางนี้มาแล้ว ดังนั้น การที่ ครม.เห็นชอบ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

 แหล่งข่าว สปส.กล่าวว่า นโยบายขยายสิทธิไปยังคู่สมรสผู้ประกันตนสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้บริการ สปส.เพราะเกรงว่าในระยะยาวจะกระทบต่อสถานะเงินกองทุน สปส.เนื่องจากปัจจุบันการเก็บเงินสมทบใน 4 กรณีได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต มีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายจ่ายที่จ่ายออกไป มิหนำซ้ำบางเดือนกองทุนยังต้องจ่ายมากกว่ารายรับที่ได้มา ดังนั้นผู้บริหารจึงเตรียมหารือกับนายไพฑูรย์ เพื่อให้รัฐบาลโอนเงินเหมาจ่ายรายหัวกองทุน สปสช.ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้คู่สมรส จำนวน 1,509 บาทต่อปี ให้กับ สปส.นำมาบริหารจัดการแทน เนื่องจากปี 2557 กองทุนชราภาพมีภาระต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญคืนให้กับผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย หากยังต้องรับภาระจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ให้กับคู่สมรสและบุตรอีกโดยที่รัฐบาลไม่ช่วยสมทบกองทุนจะต้องไปไม่รอด

 ด้านนางอรพินทร์ วิมลภูษิต เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลให้ความสนใจแรงงานนอกระบบมากขึ้น เห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังเสนอให้มีการกองทุนการออมชราภาพ ที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้กับแรงงานนอกระบบหรือการที่สำนักงานประกันสังคม ได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในมาตรา 40 เพื่อให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันตนโดยสมัครใจ ซึ่งในปีแรกรัฐบาลจะจ่ายเงินประเดิมให้ 2 , 000 บาท เรื่องนี้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้หารือและมีข้อสรุปร่วมกันที่ต้องการนำจุดเด่นของทั้งสองระบบปรับเข้าเป็นระบบเดียว เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 40 และได้รับการสนับสนุนในเรื่องเงินสมทบจากรัฐบาล ตามแนวคิด กอช.ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายเงินสมทบในมาตรา 40

 “ คนในกลุ่มแรงงานนอกระบบกำลังมึนงงกับการทำงานของระบบราชการที่ต่างฝ่ายต่างคิด และทำกันตามแนวทางของตัว ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทำให้กับคนในกลุ่มเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการน่าที่จะทำงานเชิงบูรณาการให้เป็นระบบเดียว ให้เกิดความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อแรงงานนอกระบบที่จะได้สิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพ ” นางอรพินทร์ กล่าวและว่า สปส.ควรที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบ ทำหน้าที่บริหารจัดการให้มีระบบสวัสดิการด้านต่างๆ โดยมีกระทรวงการคลังสนับสนุน

 รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามการคำนวณอัตราประกันภัยจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเมื่อขยายสิทธิประโยชน์แล้ว จะนำเงินงบประมาณจากส่วนใดมาชดเชยภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าจากกการลดเงินสมทบในช่วงที่ผ่านมามีผลให้กองทุนมีรายรับลดลง เมื่อมีการเพิ่มรายจ่ายเช่นนี้รัฐบาลต้องระบุในร่างกฎหมายที่ชัดเจน ว่าจะนำเงินมาชดเชยอย่างไร ส่วนกรณีที่บอร์ดสปส.ยังไม่มีมติขยายการคุ้มครองไปยังครอบครัวของผู้ประกันตนแต่ครม.มีมติเห็นชอบแล้ว เป็นเรื่องที่ สปส.และรัฐบาลต้องพูดคุยให้ชัดเจน และถือเป็นจุดระวังในการบริหารงานกองทุน สปส. ซึ่งรัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซง