
รัฐบาลเร่งประชานิยมต่อยอดประกันสังคมถึงลูกเมีย
ครม.ขยายสิทธิประกันสังคมให้คู่สมรสและบุตร 4 กรณี เจ็บป่วย-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต รัฐบาลจ่ายสมทบให้เอง พร้อมเตรียมรื้อก.ม.คุ้มครองถึงลูกจ้างชั่วคราว ขณะที่ผู้บริหารประกันสังคมหวั่นกระทบกองทุน "ไพฑูรย์" โวมีผลบังคับใช้ไม่เกินสิ้นปี
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.เห็นชอบการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคมว่าด้วยการขยายสิทธิให้แก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดไปหลายครั้งแล้วว่าน่าจะมีการดำเนินการ เพื่อให้คนในสังคมมีสวัสดิการและหลักประกันได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น แต่รายละเอียดจะดูอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเงินสมทบนั้น ไม่ได้ให้นายจ้างหรือลูกจ้างจ่ายสมทบ มีแค่ในส่วนของรัฐบาล โดยจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะสมทบในสัดส่วนเท่าไหร่ ทั้งนี้รายละเอียดในแง่ของหลักการการสมทบของรัฐบาล จะมีการเสนอตัวเลขมาอีกครั้งให้ชัดเจน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ให้นโยบายสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปพิจารณาสิทธิของการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมว่ายังมีส่วนใดที่ด้อยกว่าสิทธิที่ได้จากระบบหลักประกันสุขภาพ ควรจะปรับเพิ่มให้เท่ากัน ส่วนการขยายสิทธิประกันสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบ สปส.ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องแก้พ.ร.บ.ประกันสังคม สามารถออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายขอบเขตให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้
“ที่ผมให้ความสำคัญเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลจะทำงานเรื่องสวัสดิการทั้งหมดของประชาชน ผมไปที่ จ.สงขลา ผมไปดูพื้นที่สวัสดิการชุมชน กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องระบบการออมขึ้นมา ดังนั้นการขยายสิทธิจึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดที่จะขยายเรื่องสวัสดิการออกไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม คือ การกำหนดความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการและลูกจ้างทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มคำนิยามคำว่า ลูกจ้าง ทุพพลภาพ และภัยพิบัติ ให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างโดยให้เลือกกันเอง เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายวัชระ กล่าวอีกว่า สปส.ได้เสนอให้แก้ไขข้อเท็จจริงในแบบรายการได้ กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 120 เดือน หรือ 10 ปี ได้รับการลดอัตราเงินสมทบ และกำหนดให้ยกเว้นหรือลดหย่อนการส่งเงินสมทบ กรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรง รวมถึงการกำหนดให้ผู้ที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายประกันสังคมไม่ถูกตัดสิทธิหรือประโยชน์ตามกฎหมายอื่น
ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 40 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) จาก 3 กรณี เป็น 5 กรณี ได้แก่ กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เงินชดเชยการขาดรายได้ระหว่างการเจ็บป่วยรักษาในโรงพยาบาล 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินครั้งละ 1,000 บาท ปีละ 2 ครั้ง และให้สิทธิประโยชน์กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ผู้ประกันตนในระบบปกติ) ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรด้วย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ซึ่งคู่สมรสที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว จะต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปศึกษาตัวเลขคู่สมรสผู้ประกันตนมีจำนวนเท่าไหร่ และดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนประกันสังคมให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หลังจากนั้นจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินสิ้นปี 2552
ขณะที่นางสุจิตรา บุญชู รองเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองวิชาการ สปส.เก็บสถิติผู้ประกันตนทั้งชายและหญิงที่มาเบิกค่าคลอดบุตรย้อนหลัง 3 ปี เพื่อหาตัวเลขทำเป็นฐานข้อมูลคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน และให้เสนอข้อมูลการศึกษาเพื่อพิจารณาในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอาจจะไม่สามารถครอบคลุมไปถึงผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อยู่กันฉันสามีภรรยาได้ ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มติ ครม.ที่ให้ขยายสิทธิประโยชน์ไปยังคู่สมรสอาจเป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม แต่นายไพฑูรย์ ชิงนำเรื่องขอความเห็นชอบจาก ครม. ก่อนนั้น เรื่องนี้แม้บอร์ด สปส. ยังไม่มีมติ แต่ก็เคยรับทราบแนวทางนี้มาแล้ว ดังนั้น การที่ ครม.เห็นชอบ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย
แหล่งข่าว สปส. กล่าวว่า นโยบายขยายสิทธิไปยังคู่สมรสผู้ประกันตนสร้างความอึดอัดใจให้แก่ผู้บริหาร สปส. เพราะเกรงว่าในระยะยาวจะกระทบต่อสถานะเงินกองทุน สปส.เนื่องจากปัจจุบันการเก็บเงินสมทบใน 4 กรณีได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต มีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายจ่ายที่จ่ายออกไป มิหนำซ้ำบางเดือนกองทุนยังต้องจ่ายมากกว่ารายรับที่ได้มา ดังนั้นผู้บริหารจึงเตรียมหารือกับนายไพฑูรย์ เพื่อให้รัฐบาลโอนเงินเหมาจ่ายรายหัวกองทุน สปสช. ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้คู่สมรส จำนวน 1,509 บาทต่อปี ให้แก่ สปส.นำมาบริหารจัดการแทน เนื่องจากปี 2557 กองทุนชราภาพมีภาระต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญคืนให้แก่ผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย หากยังต้องรับภาระจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่คู่สมรสและบุตรอีก โดยที่รัฐบาลไม่ช่วยสมทบกองทุนจะไปไม่รอด
ด้านนางอรพิน วิมลภูษิต เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลให้ความสนใจแรงงานนอกระบบมากขึ้น เห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังเสนอให้มีกองทุนการออมชราภาพ ที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้แก่แรงงานนอกระบบหรือการที่สำนักงานประกันสังคมมีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในมาตรา 40 เพื่อให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันตนโดยสมัครใจ ซึ่งในปีแรกรัฐบาลจะจ่ายเงินประเดิมให้ 2,000 บาท เรื่องนี้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้หารือและมีข้อสรุปร่วมกันที่ต้องการนำจุดเด่นของทั้งสองระบบปรับเข้าเป็นระบบเดียว เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 40 และได้รับการสนับสนุนในเรื่องเงินสมทบจากรัฐบาล ตามแนวคิด กอช. ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายเงินสมทบในมาตรา 40
รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามการคำนวณอัตราประกันภัยจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเมื่อขยายสิทธิประโยชน์แล้ว จะนำเงินงบประมาณจากส่วนใดมาชดเชยภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าจากการลดเงินสมทบในช่วงที่ผ่านมามีผลให้กองทุนมีรายรับลดลง เมื่อมีการเพิ่มรายจ่ายเช่นนี้รัฐบาลต้องระบุในร่างกฎหมายที่ชัดเจน ว่าจะนำเงินมาชดเชยอย่างไร
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นอกจากการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมแล้ว กระทรวงการคลังกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนการออมชราภาพ (กอช.) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอาชีพอิสระ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนอื่นๆ ที่รัฐบาลอุดหนุนเงินอยู่แล้ว เพื่อให้แรงงานนอกระบบที่มีถึง 24 ล้านคน มีระบบการออมเพื่อรองรับเมื่อเกษียณอายุ และมีรายได้ยังชีพเมื่อชราภาพ โดยมีเป้าหมายให้ทุกกลุ่มมีสวัสดิการดูแลอย่างทั่วถึง คาดว่าเดือนกันยายนนี้จะเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ก่อนเสนอให้สภาพิจารณาเพื่อผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2553
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดออกมาตรการอุดหนุนการศึกษา หรือการจ้างเรียน ในรูปของ “เบบี้ บอนด์” ซึ่งจะจ่ายเงินสะสมให้เด็กตั้งแต่แรกเกิด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียน เมื่อเด็กเหล่านี้เรียนสูงขึ้นก็จะได้เงินสะสมต่อเนื่อง โดย "เบบี้ บอนด์" ที่จะออกมามีลักษณะคล้ายกับของสหรัฐ ที่เคยจ้างเรียนสำหรับเด็กผิวดำ ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะดีกว่ารูปแบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปัจจุบัน



