
นโยบายเกษตรเวียดนาม จากไม่เพียงพอสู่การส่งออก(1)
บายไลน์ - รศ.สมพร อิศวิลานนท์
นับจากท่านโฮจิมินห์ได้ทำสงครามกอบกู้เอกราชจากประเทศฝรั่งเศสจนได้ชัยชนะในปี 2497 เวียดนามได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเทศ โดยทางตอนเหนือถูกจัดตั้งขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือประเทศเวียดนามเหนือ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลโฮจิมินห์ ส่วนประชากรในทางตอนใต้ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้หนุนหลังไม่ยอมเข้าร่วมกับรัฐบาลโฮจิมินห์ แต่ได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม หรือประเทศเวียดนามใต้ โดยมีเส้นละติจูด 17 องศาเหนือ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน
นับแต่นั้นมาการสู้รบกันระหว่างรัฐบาลเวียดนามเหนือกับรัฐบาลเวียดนามใต้ก็ได้ทำสงครามต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2518 รัฐบาลเวียดนามเหนือได้รับชัยชนะและสามารถขับไล่กองทหารอเมริกันที่ช่วยรัฐบาลเวียดนามใต้สู้รบได้สำเร็จ อันนำไปสู่การรวมดินแดนเวียดนามในส่วนเหนือและส่วนใต้ของเส้นละติจูด 17 องศาเหนือเข้าด้วยกันขึ้นเป็นประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีโฮจิมินห์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของประเทศ
ภาวะสงครามกลางเมืองได้ทำให้การพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเวียดนามหยุดชะงัก โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเกษตร ทำให้การผลิตอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ สร้างภาวะความอดอยากและครัวเรือนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะยากจน
รัฐบาลเวียดนามในยุคเริ่มต้นของการรวมประเทศได้นำระบบสังคมนิยมโดยยึดทรัพยากรที่ดินรวมถึงที่ดินสำหรับการเกษตรให้เป็นของรัฐและสร้างระบบนารวม (collective farm) โดยมีรัฐเป็นเจ้าของที่ดินและเป็นผู้วางแผนการผลิต ส่วนเกษตรกรเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานทำการเกษตรบนที่ดินแปลงใหญ่ของรัฐ พร้อมๆ กับการจัดสรรส่วนแบ่งของผลผลิตคืนให้แก่เกษตรกรในรูปของผลตอบแทนแรงงานในอัตราที่เท่าๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพการผลิต
รูปแบบของการทำนารวมของเวียดนามในยุคนั้น ทำให้สถานการณ์การผลิตอาหารโดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นอาหารพื้นฐานของประชากรเวียดนามมีไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศและเกิดภาวะอดอยากและขาดแคลนอาหารตามมา จนต้องนำเข้าอาหารโดยเฉพาะสินค้าข้าวไม่ต่ำกว่า 176 พันตันต่อปี และพืชอาหารอื่นๆ ไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านตันต่อปี ในช่วงปี 2519-2523
เพื่อแก้ปัญหาการผลิตอาหารไม่เพียงพอของประเทศ รัฐบาลเวียดนามในยุคนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเกษตรจากการทำนารวมไปสู่การจัดให้มีนโยบายปฏิรูปที่ดินเสียใหม่ในปี 2524 โดยดำเนินการจัดที่ดินของรัฐให้อยู่ในรูปของสหกรณ์และให้สหกรณ์จัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ ให้แก่เกษตรกรได้ทำสัญญาเช่าที่ไปใช้ในการผลิตผลิตผลเกษตรเป็นแต่ละปีไป ทั้งนี้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายรับภาระในการปลูก การเก็บวัชพืช และการเก็บเกี่ยว
ส่วนรัฐหรือสหกรณ์จะเป็นผู้วางแผนการผลิตและกิจกรรมการผลิตให้แก่ครัวเรือน พร้อมกับการดูแลและเป็นฝ่ายรับภาระในเรื่องการเตรียมดิน การชลประทานและการกำจัดศัตรูพืช เมื่อได้ผลผลิตแล้วเกษตรกรจะต้องส่งมอบผลผลิตให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่เป็นข้อตกลงแต่หากมีเหลือส่วนที่เกินกว่านั้นเกษตรกรสามารถนำไปจัดจำหน่ายได้ โดยรัฐไม่ได้เข้าไปควบคุมในการจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแรงจูงใจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้สูงขึ้นโดยเกษตรกรเอง



