
สั่งตรวจสอบประตูระบายฯทั่วไทย รับน้ำหลาก!
กรมชลประทาน เร่งตรวจสอบประตูระบายน้ำ และอาคารชลประทาน รองรับการระบายน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก แนะนำเกษตรกรในที่ลุ่มต่เจ้าพระยา เริ่มเพาะปลูกพืได้
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ล่าสุด (28 มิ.ย. 59) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 30,885 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 7,460 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 39,500 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 22 – 28 มิ.ย. 59) เขื่อนหลายแห่งเริ่มมีน้ำไหลลงอ่างฯสะสมมากขึ้น อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก 44.69 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ 51.03 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก 16.27 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 15.62 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 4.98 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 12.99 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 74.22 ล้าน ลบ.ม.เป็นต้น สถานการณ์น้ำไหลลงอ่างฯในภาพรวมมีมากขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนัก กรมชลประทานได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ เน้นเก็บกักน้ำให้มากที่สุด ให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกลงมาและไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้ว่า 4 เขื่อนหลัก (ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ) จะมีน้ำไหลลงอ่างฯบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนัก เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกบริเวณด้านเหนือเขื่อนมีไม่มากและการกระจายของฝนยังไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ปัจจุบัน (28 มิ.ย 59) ทั้ง 4 เขื่อน มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,010 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 1,314 ล้าน ลบ.ม. ยังคงการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลต่อเนื่องเท่านั้น
ในส่วนการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน ได้ให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ ตรวจสอบและทดลองใช้งานอาคารชลประทานทุกแห่ง โดยเฉพาะประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ ซึ่งจะต้องทำสัญลักษณ์ให้ชัดเจนว่าได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกต่อเนื่องในฤดูฝนนี้ โดยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 5 – 7 วัน ช่วงต้นเดือนไปจนถึงกลางกรกฎาคม 2559 จึงแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มเพาะปลูกได้ โดยอาศัยน้ำจากฝนที่ตกชุก ซึ่งกรมชลฯ จะบริหารจัดการน้ำไว้ในระบบให้มากที่สุด เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรและเพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในเดือนตุลาคม เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมได้อีกทางหนึ่งด้วย



