ข่าว

ยกระดับสตรีก้าวสู่ผู้นำ

ยกระดับสตรีก้าวสู่ผู้นำ

07 ส.ค. 2552

ด้วยต้องการกระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพและยกระดับสตรีในทุกมิติ รัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย จึงได้จัดสัมมนา เรื่อง “ถึงเวลา...? การบร

  ยุวดี นิ่มสมบุญ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดสัมมนามีขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพและยกระดับสตรีทุกมิติในสังคมสู่ภาวการณ์เป็นผู้นำมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมระดับการใช้อำนาจในทางบริหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายในระดับบริหารทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างความตระหนักให้ฝ่ายบริหารของภาครัฐ พรรคการเมืองเห็นความสำคัญการมีส่วนร่วมของสตรีในระดับอำนาจการตัดสินใจในการบริหาร เพื่อให้เกิดดุลยภาพในการบริหารประเทศ

 โดยบรรยากาศในการสัมมนาผู้เชี่ยวชาญต่างนำเรื่องราวและตัวเลขในสัดส่วนของสตรีที่เป็นผู้นำมาบอกกล่าว อย่าง ดร.กรวิภา วิลลาส แสดงความคิดเห็นว่า สัดส่วนที่สมดุล คือ 50:50 ทั้งนี้ ความเสมอภาคในบริบทของหลักการต้อง ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ ความชอบทำ และโอกาส ส่วนสัดส่วนที่สมดุลจะนำไปสู่ภาวะผู้นำแบบไหนนั้น ได้เสนอโมเดลภาวะผู้นำแบบใหม่ คือใช้อำนาจในแบบกระจายอำนาจ แก้ไขความขัดแย้งด้วยการฟังความคิดเห็นและเจรจาและยอมรับความหลากหลายในความแตกต่าง การบริหารจัดการใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ปรึกษาหารือ ใช้คำสั่งที่โปร่งใสทุกอย่างตรวจสอบได้ สำหรับค่านิยมเน้นความเสมอภาคและผลประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ

 ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม ได้แสดงความคิดเห็นว่า การบริหารระดับอำนาจการตัดสินใจของภาครัฐต้องคำนึงถึงสัดส่วนสตรีนั้น ถึงเวลาตั้งนานแล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เรื่องความเสมอภาค ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความเสมอภาคคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน มาตรา 87 แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ข้อ และมาตรา 97 เรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วน ควรศึกษาให้ละเอียด และควรเริ่มต้นการมีสัดส่วนจากระดับรากหญ้าขึ้นมาก็เป็นการบังคับให้ขึ้นมาในระดับชาติได้ 

 "ปัจจัยที่ทำให้สตรีขึ้นสู่อำนาจในการตัดสินใจน้อย อาจจะมาจาก การที่สังคมคาดหวังและวางบทบาทให้กับผู้หญิงไว้ เช่น ผู้หญิงเป็นผู้มีลักษณะอารมณ์อ่อนไหว สุภาพ อ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว ไม่ค่อยมีความสามารถในการตัดสินใจ ต้องการคนปกป้องคุ้มครอง อ่อนน้อมถ่อมตน จึงคาดหวังให้ผู้หญิงทำงานในที่ไม่ยุ่งยาก เช่น ทำงานบ้าน ทำงานด้านเลขานุการ และท้ายที่สุดทำงานที่ต้องเป็นผู้ตาม ในส่วนของตัวของสตรีเองนั้น ในบางครั้งไม่ได้แสดงศักยภาพของการเป็นผู้นำ และสตรีเองยังมีค่านิยม แนวคิด ที่ไม่ยอมรับสตรีด้วยกันเอง ซึ่งสิ่งที่เป็นอุปสรรคดังที่กล่าวข้างต้น อาจเนื่องมาจาก ค่านิยม ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม การศึกษาในอดีต" นางยุวดี นิ่มสมบุญ กล่าวในตอนท้าย