
ปอศ.จับปลัดเทศบาลฯปล่อยกู้นอกระบบยึดเอทีเอ็ม
ปอศ.รวบปลัดเทศบาล จ.ปทุมธานี ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ยึดบัตรเอทีเอ็ม-ทำสัญญากู้เงิน คิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ปิยะฉัตร ณ พัทลุง ,พ.ต.ท.เสฎฐพัฒน์ ศิริวงศ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.5 บก.ปอศ.( กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ) ได้ร่วมกันจับกุม นายบัญญัติ คมคาย อายุ 51 ปี ปลัดเทศบาล(นักบริหารงานเทศบาล 8 ) ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี พร้อมของกลางบัตรเอทีเอ็ม พร้อมรหัสกดเงิน 4 หลักของผู้กู้ 32 ใบ,สมุดบัญชีเงินฝากของผู้กู้ 12 เล่ม,สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้กู้ลงลายมือชื่อ 280 ชุด และอาวุธปืนยี่ห้อ กล๊อก ขนาด 9 มม.พร้อมซองกระสุนจำวน 1 กระบอก ของผู้อื่นซึ่งนำมาจำนำไว้
การเข้าจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ชุดสืบสวน กก.5 บก.ปอศ. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีบุคคลปล่อยเงินกํู้นอกระบบและคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 5 ต่อเดือน โดยวิธียึดบัตรเอทีเอ็มเงินเดือนของผู้กู้เอาไว้ โดยให้ผู้กู้จดรายละเอียดรหัสบัตรเอทีเอ็ม 4 หลักเอาไว้ หลังจากที่เงินเดือนออกผู้ให้กู้จะไปกดเงินตามที่ผู้กู้ทำสัญญากู้กันไว้ และจะนำสลิปมาเป็นหลักฐานให้ผู้กู้ดูแล้วรับเงินเดือนส่วนที่เหลือไป ถ้าใครต้องการกู้ยืมเงินให้เตรียมสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน มีการทำสัญญาตามแบบฟอร์มสัญญากู้ยืมเงิน เพียงลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ และุผู้ค้ำประกันไว้โดยไม่กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มสัญญาเงินกู้
ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา เวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.5 บก.ปอศ.ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี ให้ค้นบ้านเลขที่ 18/1042 หมู่ 2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีนายบัญญัติ แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าว จึงได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านพักพบของกลางดังกล่าว สำหรับอาวุธปืนที่พบเป็นของผู้อื่นที่นำมาจำนำไว้
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ประกอบ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต,เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด,มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด และมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต" โดยหลังจากนี้จะมีการสืบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิดต่อไป



