
“ไพบูลย์”โวมาตรการจัดระเบียบสังคมได้ผล-แว้นซิ่งลดฮวบ
“ไพบูลย์”ประชุมติดตามแก้ปัญหาเด็กแว้น พบมาตรการจัดระเบียบสังคมได้ผล สถิติแว้นซิ่งลดฮวบ ส่วนม.44 แก้เด็กตีกันแค่ปลายเหตุ ย้ำเป็นปัญหาสะสมต้องใช้เวลา
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2558 เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ให้บริการในลักษณะคล้ายกับสถานบริการ โดยระบุว่าที่ผ่านมาการทำงานได้ผลเพราะปัญหาเด็กแว้นและสถานบริการใกล้สถานศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่อาจมีบางกลุ่มที่ยังรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้หายเพราะอาจอยู่ในพื้นที่มีปัญหามากต้องให้เวลาในการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการจัดโซนนิ่งสถานบริการใกล้สถานศึกษาเสร็จสมบูรณ์แล้วเชื่อว่าจะส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นอีก
สำหรับผลการดำเนินการตามคำสั่งคสช.กรณีเด็กแว้นทั่วประเทศพบผู้กระทำผิดจำนวน 1,131 ราย ยึดรถของกลางได้ 698 คัน ทำทัณฑ์บนผู้ปกครองจำนวน 203 ราย มีผู้ปกครองเด็กที่ทำผิดซ้ำ 19 ราย ดำเนินคดีกับผู้ผลิตดัดแปลงชิ้นส่วนประกอบรถ 199 ราย ทั้งนี้จากการจับกุมอย่างเข้มงวดทำให้การรวมตัวแข่งรถลดลงสังเกตได้จากบริเวณที่มักเกิดเหตุรวมตัวซ้ำซากในพื้นที่กทม.และปริมณฑลจากเดิม 10 จุดล่าสุดเหลือเพียง 2 จุดหลักในถนน 2 สาย คือวิภาวดีและกาญจนาภิเษกและจากการติดตามทวิตเตอร์รายงานการรวมตัวของเด็กแว้นพบจำนวนลดลง ในส่วนของสถิติจับกุมสถานบริการที่ทำผิดในเขตกทม.มีคำสั่งปิด 5 ปี 6 ร้าน อยู่ระหว่างรอคำสั่งปิด 8 ร้าน ส่วนจังหวัดต่าง ๆ มีคำสั่งปิด 5 ปี 166 ร้าน อยู่ระหว่างรอคำสั่งปิด 47 ร้าน นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตมีการออกใบอนุญาตจำหน่ายสุราในเดือนม.ค.-พ.ค. 2559 จำนวน 560,560 ราย ลดลง 25,131 ราย จากเดิมมี 585,691 ราย เพิกถอนใบอนุญาตขายสุราแล้ว 195 ราย
ส่วนกรณีที่ยังเกิดเหตุนักเรียนตีกันทั้งที่คสช. เพิ่งประกาศใช้มาตรา 44 เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแก้ไขการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา พล.อ.ไพบูลย์. กล่าวว่า ตนยอมรับความจริงและไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลกับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะรู้ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นปัญหาที่สะสมมานาน คำสั่งคสช.ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น การแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาสังคมประกอบด้วย 3 ด้านคือ ครอบครัว สถานศึกษา และสื่อ ต้องยอมรับว่าเด็กและเยาวชนเติบโตมากับสิ่งเหล่านี้ การจะแก้ไขจึงต้องดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ช่วยกันคิดซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมุนษย์ (พม.) มีส่วนช่วยรับผิดชอบ เชื่อว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังใน ดูแลบุตรหลานของจนเองมากขึ้น นอกจากนี้ยังดึงความร่วมมือจากศาลยุติธรรมในการชี้แจงกับผู้ปกครองให้รับทราบและเข้าใจถึงมาตรการแก้ปัญหาว่าผู้ปกครองต้องร่วมกับผิดชอบการกระทำของบุตรหลานด้วย



