
"บรรยิน"งงทำไมตร.เพิ่งมีหลักฐานเอาผิดทางคดี
“บรรยิน” เผย แปลกใจทำไม ตำรวจเพิ่งมีหลักฐานเอาผิดทางคดี ทั้งที่เหตุเกิดนานกว่า 1 ปี ขณะที่กองปราบยันมีพยานหลักฐานแน่นหนา
กองปราบปราม - เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 มิ.ย. พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีต สส.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาคดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้านและประธานกลุ่มวิทยาตลาดทุนกิจการเพื่อสังคม(วตท.) รุ่นที่ 20 ความผิดข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาความผิดอื่น” ตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง เลขที่ จ.401/59 ลงวันที่ 27 มิ.ย. 2559 เปิดเผยความในใจขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบกว่า 20 นายควบคุมตัวไปผลัดฟ้องฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนง โดยมีบุตรสาวและบิดาเดินทางมาให้กำลังใจ ว่า วันนี้ขออนุญาตพูดในเรื่องที่เกิดขึ้นวันที่ 26 มิ.ย. ซึ่งฝ่ายนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ผู้เสียชีวิตและญาติแถลงข่าวครบรอบ 1 ปี โดยนางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวนายชูวงษ์ กล่าวอ้างว่า ตนเองเคยยิงปืนข่มขู่พวกเขา ซึ่งไม่ทราบเลยว่าไปตอนไหนและใครเป็นคนไปยิง เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบแน่ชัดว่า ใครทำ พูดเหมือนว่า พวกตนไปข่มขู่
“หลังจากวันที่ 26 มิ.ย. พนักงานสอบสวนกองปราบ ได้ไปขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงออกกมายจับโดยที่ผมไม่ทราบ ผมไม่เคยได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนมาก่อน เขาสอบสวนกันมา 1 ปีแล้ว แต่เพิ่งมีพยานหลักฐานในวันที่ไล่เลี่ยกันกับที่เขาแถลงข่าว ดูแล้วน่าจะเป็นกระบวนการที่ต้องการทำให้เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้าจะถูกจับผมเดินทางไปเขาใหญ่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ไปตีกอล์ฟกับกลุ่มเพื่อน 10 คน แต่สื่อฯ กลับลงข่าวว่า ตำรวจกองปราบไปพบผมกับน.ส.อุรชา วชิรกุลฑล หรือป้อนข้าว อายุ 26 ปีอดีตโบรกเกอร์สาวคนสนิท และผู้ต้องหาคดีโอนหุ้นของนายชูวงษ์ เพียงสองคน ซึ่งจริงๆแล้ว ขณะที่จับกุมก็ยังเห็นเพื่อนผมยืนอยู่ด้วย ทำไมไม่ใส่ไปในเนื้อข่าวด้วย ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้ไป 2 คน แต่ไป 10 คนและไม่ได้เตรียมการหลบหนี เพราไปสังสรรค์ ส่วน น.ส.อุรชา ก็รู้จักกันเพราะตอนนี้ก็หมือนลงเรือลำเดียวกัน ตกเป็นผู้ต้องหาเหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่า นี่คือขบวนการที่ต้องการดิสเครดิตผมและต้องการทำให้เห็นว่า ผมใช้อิทธิพลข่มขู่และพยายามหลบหนี” พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวและว่า
ตนได้แจ้งความประสงค์ต่อพนักงานสอบสวนสอบสวนว่า ขอให้การในชั้นศาล แต่พนักงานสอบสวนกลับบอก ต้องการสอบเพิ่มเติมก่อน จึงทำให้ไม่สามารถส่งตัวฝากขังต่อศาลได้ทันเมื่อวานเย็น(28 มิ.ย.) แต่หลังจาก่พูดคุยจบตั้งแต่เย็นจนถึงเช้านี้ก็ยังไม่มีการสอบเพิ่มใดๆ จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันวิเคราะห์ว่า ตนได้รับความเป็นธรรมหรือไม่และอยากฝากถึงภรรยานายชูวงษ์ที่อ้างถึงตนว่า ทำไมใจร้ายจัง ทำได้อย่างไร
"ผมขอถามกลับว่า การที่คิดว่าผมฆ่านายชูวงษ์เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์แค่ 2-3 ร้อยล้าน ทั้งๆที่เป็นเพื่อนรักกัน แต่กับเรื่องที่ผมทำธุรกิจกับครอบครัวนายชูวงษ์ เป็นหุ้นส่วนกันที่ จ.นครสวรรค์ มูลค่าเป็นพันล้านบาท แต่ทำไมไม่เคยออกมาเปิดเผยว่า ผมได้ใส่ชื่อนางศิริรัตน์ภรรยาของนายชูวงษ์เพียงคนเดียวเป็นเจ้าของ ตรงนี้ทำไมไม่บอกให้คนอื่นรู้บ้าง ส่วนกรณีของน.ส.อุรชา ก็เช่นกัน ผมรู้จักเขามานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งรู้จักและไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน อยากท้าให้ไปสาบานที่วัดพระแก้วด้วยกัน ทั้งภรรยานายชูวงษ์และพี่สาวของเขาว่า สิ่งที่ทั้ง 2 คนเคยออกมาพูดยืนยันว่า นายชูวงษ์ไม่เคยมีหญิงอื่นใดหรือใคร ผมขอท้าเพราะและไม่ใช่แค่ น.ส.อุรชา เท่านั้น" พ.ต.ท.บรรยิน กล่าวทิ้งท้าย
ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก รักษาราชการแทน ผบก.ป. กล่าวถึงสำนวนคดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจหมื่นล้านที่มี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ต้องหาและถูกจับกุมตัวได้ตามหมายจับ ซึ่งล่าสุดมีการนำตัวส่งศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังผลัดแรก ว่า โดยสรุปคดีนี้เป็นคดีที่มีความสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาในการทำสำนวน ซึ่งในชั้นสอบสวนมีีพยานหลักฐานปรากฎชัดเจน แต่ในส่วนของประเด็นสำคัญที่เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมมีข้อต้องสงสัยใน 2 จุด คือ เสียชีวิตอย่างไรและเสียชีวิตที่ไหน แต่ก็สามารถนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับได้ เพรา่ะหลักฐานทางวิชาการและความเห็นของแพทย์ ที่บ่งชี้ว่า สภาพศพการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการเสียชีวิตจากการโดนของแข็งกระทบซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลผลสอบสวนเชิงลึก ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งเรื่องของสภาพศพ รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ เช่น ภาพกล้องวงจรปิด ฯลฯ ขอยืนยันว่า ตำรวจมีหลักฐานแน่นหนาเพียงพอที่จะเอาผิดกับผู้ต้องหาได้



