ข่าว

"ศูนย์พิกุลทองฯแหล่งเรียนรู้ต้นแบบวิธี“แกล้งดิน”

"ศูนย์พิกุลทองฯแหล่งเรียนรู้ต้นแบบวิธี“แกล้งดิน”

28 มิ.ย. 2559

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

              กว่า 40 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ใน ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส หวังแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดและดินทรายจัดในพื้นที่ป่าพรุ แม้ระบายน้ำออกแล้วก็เพาะปลูกไม่ได้ผล เนื่องจากดินมีสารประกอบไพไรท์ ทำให้เกิดกรดกำมะถัน  เป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของพืช  ทำให้พื้นที่ดินจำนวนมากจึงถูกทิ้งให้รกร้างเปล่าประโยชน์  

               ดังนั้นวิธีการแกล้งดินตามแนวพระราชดำริ จึงเป็นที่มาในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดให้กลับมาเพาะปลูกได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ความยากจนของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

               สายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ในอดีตเกษตรกรใน จ.นราธิวาส ต้องประสบปัญหาความยากจนเนื่องจากที่ทำกินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่พรุ ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัดและดินทรายจัด มีธาตุอาหารต่ำ จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรได้ ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส จึงถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดและดินทรายจัดพื้นที่พรุ ให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านการทำงานบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน

                สายหยุด ระบุอีกว่า พื้นที่กว่า 510 ไร่ ของศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทอง ถูกจัดสรรออกเป็นสัดส่วนเพื่อศึกษาและวิจัยการแก้ปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่พรุของหน่วยงานต่างๆ ในลักษณะแปลงสาธิตให้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นต้นแบบความยั่งยืนในด้านการเกษตรได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดและดินทรายจัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวทางในการศึกษาวิธีแก้ไขปัญหา โดยเริ่มต้นจากการเร่งให้ดินเป็นกรดจนไม่สามารถปลูกพืชได้ เรียกว่า “การแกล้งดิน” หรือการทำให้ดินโกรธ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง  

                “เริ่มด้วยการใช้น้ำล้างความเป็นกรด โดยขังน้ำแล้วเปลี่ยนถ่ายทุก 4 สัปดาห์ เพื่อลดความเป็นกรดในดินออก แล้วจึงปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอกและหาปูนฝุ่นที่หาได้ในชุมชน หากต้องการปลูกไม้ผลควรยกร่องเพื่อป้องกันน้ำท่วมและช่วยในการล้างกรดบนคันดินลงสู่ทางน้ำด้านล่างและจะต้องมีการจัดระบบชลประทานเพื่อควบคุมน้ำใต้ดินไม่ให้สารไพไรท์ในดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ และจะต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันดินกลับมาเปรี้ยวจัดและดินทรายจัดอีกครั้ง” ผอ.ศูนย์พิกุลทองกล่าวย้ำ

                 จากแนวพระราชดำริมาสู่งานวิจัยจนประสบความสำเร็จได้ถูกเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ทำให้พื้นที่ดินที่เคยว่างเปล่ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่พรุใน จ.นราธิวาส มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถเป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดและดินทรายจัดในพื้นที่อื่นได้ต่อไป