
ก้าวต่อไปของ"ยูเค"กับ"อียู"ไม่มีอะไรง่าย
ขรุขระตั้งแต่ว่า เมื่อไหร่ฝ่ายขอหย่าจะใช้มาตรา 50 สนธิสัญญาลิสบอน จะได้มาเริ่มกระบวนการแยกทางเสียที
ชาวสหราชอาณาจักร (ยูเค) ได้ตัดสินใจเลือกวิถีทางที่ยังไม่เคยมีสมาชิกรายใดของสหภาพยุโรป (อียู) ได้เคยทำมาก่อน นั่นคือ ขอแยกทาง หลังจากผลการลงประชามติที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ฝ่ายที่ต้องการออกจากอียู มีชัยเหนือฝ่ายที่ต้องการอยู่กับอียูที่ 52% ต่อ 48% แม้ในช่วงโค้งสุดท้าย มีเสียงเตือนอย่างอื้ออึงว่า ยูเคจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอย่างเจ็บปวดอย่างไรหากเลือกแยกตัวออกมา ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทัดทานกับความเชื่อมั่นว่า คุณภาพชีวิตพวกเขาจะต้องดีขึ้นหากดึงอำนาจกลับจากบรัสเซลส์แล้วมากำหนดชะตาชีวิตเอง
ในประวัติศาสตร์ 59 ปีของอียูยังไม่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แต่ก็มีกลไกกฎหมายรองรับไว้ นั่นคือ มาตรา 50 แห่งสนธิสัญญาลิสบอน
เชื่อกันว่าเมื่อครั้งที่ชาติสมาชิกร่างและอนุมัติมาตรานี้เมื่อปี 2550 ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยูโรโซน และอียูกำลังแผ่บารมีไปทางยุโรปตะวันออก คงไม่ได้คาดว่าจะมีสมาชิกใดคิดจะนำมาใช้ ดังนั้น เมื่อบรรจุมาตราที่กำลังเป็นที่กล่าวขานถึงในเวลานี้หรืออีก 9 ปีล่วงมา จึงเจตนาบัญญัติไว้แบบคลุมเครือ
คริส บิคเตอร์ตัน นักวิชาการมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้เขียน “สหภาพยุโรป : คู่มือพลเมือง” กล่าวว่า "สนธิสัญญาลิสบอนร่างขึ้นบนความคิดว่า จะไม่ถูกนำมาใช้ และทำให้การถอนตัวออกแบบอย่างรื่น เป็นเรื่องยากมาก"
มาตรา 50 ระบุว่า รัฐสมาชิกสามารถตัดสินใจถอนตัวจากสหภาพตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญของตนเองได้
สมาชิกซึ่งในที่นี้คือสหราชอาณาจักร จะต้องประกาศใช้มาตรานี้ด้วยการแจ้งเจตจำนงออกจากเป็นสมาชิกต่อประธานสภายุโรป
เมื่อแจ้งแล้ว คือการเริ่มต้น 2 ปีของการเจรจายกเลิกข้อตกลงทั้งหมด ก่อนสิ้นสุดความเป็นสมาชิก
โดยในระหว่างนี้ กฎหมายต่างๆ ของอียูจะยังมีผลบังคับต่อยูเค และยูเคจะยังมีส่วนร่วมกับกิจการของอียูตามปกติ แต่จะไม่ร่วมการหารือด้านนโยบาย และการหารือเกี่ยวกับข้อตกลงการถอนตัวของยูเคเอง
ทันทีที่ขอใช้มาตรา 50 นักการเมืองหรือนักการทูตยูเคไม่ใช่ผู้ที่จะมาเจรจาเงื่อนไขถอนตัว แต่เป็น 27 ประเทศสมาชิกของอียู
เมื่อพร้อมแล้ว จึงค่อยนำเสนอข้อตกลงที่ได้ต่อรัฐบาลลอนดอน โดยแต่ละประเทศมีสิทธิวีโต้ หรือใช้สิทธิยับยั้งได้
ข้อตกลงยังจะต้องผ่านการลงสัตยาบันจากรัฐสภาสมาชิก 27 ประเทศ และรัฐสภายุโรป ซึ่งเชื่อว่าจะต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปี
ปัญหามีอยู่ว่า ไม่มีการกำหนดเงื่อนเวลา หรือมีข้อไหนที่บอกว่าหลังลงประชามติแล้ว เมื่อใดจึงจะขอใช้มาตรา 50 และต้องเป็นประเทศที่ขอใช้เท่านั้น จึงจะเป็นคนแจ้งได้ บรัสเซลส์จะไปบังคับไม่ได้
แกนนำอียูประสานเสียงกึกก้องมาตั้งแต่วันแรกที่รู้ผลว่า ยูเคที่กำลังจะเป็นอดีตสมาชิก ควรใช้มาตรานี้ทันทีเพื่อให้การเจรจาเริ่มต้นโดยเร็ว หากช้าก็รังแต่จะจมอยู่กับความไม่แน่นอน ยุโรปทั้งภาคพื้นคงจะมารอให้พรรคอนุรักษนิยมถกเถียงกันเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่ที่จะมาเป็นนายกฯคนใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ด้วยไม่ไหว “ออก” คือ “ออก” แล้วจะรออะไรอีก
แต่ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เดิมเคยพูดไว้ว่าจะเดินเรื่องใช้กลไกนี้ทันทีหลังผลออกมาเป็นเบร็กซิท แต่ล่าสุดเปลี่ยนใจ รอให้ผู้นำคนใหม่ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้มาตรา 50 เมื่อไหร่ ขณะที่ฝ่ายเลือก “ออก” จากอียู กลับมีความเห็นว่าไม่เห็นจำเป็นต้องรีบเร่งใช้มาตรา 50 นี้ทันที ควรเริ่มเจรจาแบบไม่เป็นทางการเสียก่อน
ต่อให้ตกลงได้แล้วว่าควรใช้มาตรา 50 สนธิสัญญาลิสบอนเมื่อไหร่ รัฐบาลอังกฤษก็จะต้องมาไตร่ตรองจุดยืนของตนในการเจรจา ต้องตัดสินใจว่าต้องการจะคงความสัมพันธ์รูปแบบไหนกับอียูในอนาคต ยังต้องการเข้าถึงตลาดอียูหรือไม่ พลเมืองอียูที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศเวลานี้ ควรมีสถานะอย่างไร เช่นเดียวกับสถานะชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ในยุโรป ข้อตกลงการค้าแบบไหนที่หวังจะได้ ทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่จะต้องยื่นกับชาติสมาชิกอียู 27 ประเทศต่อไป
การตัดสหราชอาณาจักรออกจากสมาชิก ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีกำหนด 2 ปีตามกรอบ แต่ยากกว่าคือ การเจรจาว่าด้วยความสัมพันธ์และข้อตกลงการค้ารูปแบบใหม่ในอนาคต ระหว่างรัฐบาลลอนดอนหลังกลายเป็นคนนอกแล้ว กับบรรดาประเทศสมาชิกอียู ในประเด็นภาษีศุลกากร การย้ายถิ่นฐาน และกฎระเบียบจิปาถะ ตั้งแต่รถยนต์จนถึงสินค้าเกษตร
กว่าจะได้รับความเห็นชอบจากแต่ละประเทศสมาชิก 27 ประเทศ บวกกับรัฐสภายุโรป ตามความเห็นของนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสภายุโรป อาจใช้เวลารวม 7 ปีโดยประมาณ
ที่สำคัญคือ การเจรจาระหว่างอียูกับสมาชิกที่เลือกตีจาก จะไม่มีอะไรง่าย เพราะอียูจะใช้เป็นมาตรการป้องปราม ด้วยการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังสมาชิกอื่นว่า ประชามติประวัติศาสตร์ในสหราชอาณาจักร ไม่ใช่โมเดลที่น่าพิสมัย



