ข่าว

"รัฐบาลทำงานจริงแค่ 3 เดือน"

"รัฐบาลทำงานจริงแค่ 3 เดือน"

05 ส.ค. 2552

หลังจาก "โรคเลื่อน" กำเริบ ในที่สุดวันที่ 6 สิงหาคมนี้ รัฐบาลนำโดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ก็ได้ฤกษ์แถลงผลงานในรอบ 6 เดือน

"ปณิธาน วัฒนายากร" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฉายหนังตัวอย่าง เรียกน้ำย่อย ก่อนถึงวันจริงว่า การเข้ามาทำงานของรัฐบาลถือว่า เข้ามาในช่วงเกิดวิกฤติ 2 ด้าน คือ วิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติการเมือง โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งตกต่ำไปทั่วโลก แม้ว่าสถาบันการเงินภายในประเทศจะเข้มแข็งแต่ก็ยังได้รับผลกระทบที่รุนแรง

 "นายกรัฐมนตรีเปรียบให้ฟังว่า รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารงานเหมือนบ้านที่ถูกไฟไหม้ เปลวเพลิงกำลังลุกโชน เจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ด้านการเมืองก็มีความขัดแย้งที่ทับถมมานานต่อเนื่องทำให้รัฐบาลในรอบ 2-3 ปี ล้มลุกคลุกคลาน คนไทยแตกแยกเกิดการเผชิญหน้ากันรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน คุณอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 แถลงนโยบายวันที่ 29 ธันวาคม แต่ช่วงนั้นรัฐบาลทำงานได้ไม่มาก เพราะการเมืองกำลังปะทุ"

 "ปณิธาน" กล่าวว่า ความจริงจะพูดว่าแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 6 เดือน คงไม่ได้ เพราะช่วง 3 เดือนแรกรัฐบาลประสบปัญหาวิกฤติการเมืองแทบไม่ได้ทำอะไรมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนหลังเกิดเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย รัฐบาลจึงตัดสินใจไม่ปล่อยให้เกิดการละเมิดกฎหมาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะไม่มีความหมายถ้ายังมีคนบางกลุ่มไม่เคารพกฎหมาย สร้างความวุ่นวาย จนส่งผลกระทบต่อการลงทุน

 หลังเดือนเมษายนรัฐบาลเริ่มวางแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเรียกว่า “ยกเครื่องประเทศไทย” เพราะประเทศไม่เคยลงทุนเรื่องของโครงสร้างประเทศไทยมาเป็นเวลา 10 ปี มีแค่สนามบินใหญ่เพียงแห่งเดียว ถนน แหล่งน้ำ โครงสร้างสินค้าเกษตรแปรปรวนไปหมด

 "สมัยที่ผมเป็นนักวิชาการไม่เคยเห็นปัญหาของบ้านเมืองมากเท่านี้ เมื่อเข้ามาแล้วนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ต้องติดตามนายกฯ จึงเห็นเลยว่าจริงๆ โครงสร้างของเราไม่ได้ลงทุนมานานทำให้ประเทศเพื่อนบ้านตามเราทัน เช่น เรื่องการส่งออกข้าว ปีนี้หรือปีหน้าประเทศเวียดนามอาจจะแซงหน้าเรา ทั้งที่เรามีขีดความสามารถมากกว่า เพราะเราไม่เคยลงทุนในเรื่องโครงสร้างใหญ่ๆ นั่นเอง" อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

 "ปณิธาน" กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทันที โดยลดค่าใช้จ่ายและช่วยคนตกงาน แต่ปัญหาสำคัญของรัฐบาลเมื่อเข้ามาไม่มีเงินในมือ ต้องนำงบประมาณของปีที่แล้วที่ไม่ใช้นำมาใช้ก่อน เพื่อนำเงินมาอัดฉีด ซึ่งขณะนั้นมีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงทำไมไม่นำเงินไปลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่ แทนที่จะนำเงินมาแจกฟรี แต่วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้านำเงินไปทำโครงการขนาดใหญ่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีโครงการไหนได้ทำเลย เพราะเงินที่จะนำมาลงทุนยังไม่ผ่านสภา

 "ถ้ารัฐบาลนำเงินไปลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ป่านนี้ก็ยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน ดังนั้นการออกเช็คช่วยชาติ 2 พันบาท, 5 มาตรการ 6 เดือน ลดค่าครองชีพ โครงการเรียนฟรี 15 ปี ถือเป็นการนำเงินไปใส่มือประชาชนโดยตรง ได้พิสูจน์แล้วว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกไปได้ช่วยเหลือประชาชนหลายกลุ่ม และช่วยลดค่าใช้จ่ายจริง"

 ปณิธาน ได้ยกตัวอย่างโครงการใหญ่ที่ยังไม่มีความคืบเช่น โครงการรถไฟใต้ดิน 6-7 สี ที่ว่าจะลงทุนมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ใหญ่โต ปรากฏว่าที่ทำจริง 30 กิโลเมตร แต่กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ลงทุน ไม่ใช่รัฐบาล รัฐบาลชุดนี้จึงเริ่มผลักดันโดยระดมทุนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ แม้ว่ามีทุนต่างประเทศจะให้กู้ แต่พบว่าเงินทุนในประเทศมีมาก ปัญหาคือสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ เนื่องจากไม่มั่นใจจะได้เงินคืน รัฐบาลจึงต้องหาทางออกนำเงินมาใช้ในรูปการออกพันธบัตรหลายหมื่นล้าน เมื่อเปิดขายก็หมดภายในไม่กี่ชั่วโมง

 "หลังจากสามารถนำเงินมาใช้ได้ รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการไทยเข้มแข็ง โดยจะลงทุนภาคการเกษตร ปรับโครงสร้างราคาสินค้าเกษตร ส่วนการลงทุนระยะยาวจะพัฒนาเรื่องแหล่งน้ำ โดยจะสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้ทั่วหลายหมื่นหมู่บ้าน สร้างถนนปลอดฝุ่น วางระบบรางใหม่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งให้เชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียน และจะเข้าไปดูเรื่องการปรับโครงสร้างระบบขนส่งมวลชน รวมทั้งการปฏิรูปเรื่องที่ดิน ส่วนการแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้มีการตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาแก้ไขปัญหา ก่อนจะตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้กำลังให้ทางสภาพัฒน์ศึกษาแผน และขอย้ำว่าการทำงานของรัฐบาล 3-6 เดือนคงสู้ 6-7 ปีไม่ได้ เพราะบางพื้นที่รัฐบาลนี้ยังเข้าไปได้ไม่หมด"  โฆษกรัฐบาล กล่าวปิดท้าย