
ผ้าอ้อม สร้างวินัย
ยายทองเป็นหมอตำแยรูปร่างผอมเกร็งตัวดำ อายุที่แท้จริงของยายทองน่าจะเกือบ 80 ปีหรือกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กวิ่งแก้ผ้ากระโดดน้ำโครมๆ ผมก็รู้จักยายทองในฐานะหมอตำแยที่คอยช่วยทำคลอดให้ชาวบ้าน แข่งกับพี่สาวคนโตผมที่เรียนจบโรงเรียนผดุงครรภ์มาจาก
สมัยสามสิบกว่าปีที่ผมกำลังจะมีลูกคนแรก ผู้คนในยุคนั้นเชื่อกันว่าหากเตรียมเครื่องใช้ของเด็กเอาไว้ล่วงหน้า ผีขี้อิจฉาจะมาพรากเด็กไปได้ ผ้าอ้อมที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเด็ก จึงทำได้เพียงแค่ไปซื้อหาผ้าชนิดที่เรียกว่าผ้าสาลูมาเตรียมไว้เท่านั้น แต่ห้ามตัดเป็นผืนขนาดพอดีใช้งานและเย็บขอบมุม จวบจนเด็กคลอดออกมาแล้วนั่นล่ะ จึงโกลาหลตัดผ้าสาลูเย็บขอบเจียนมุมกัน เพื่อมาทำเป็นผ้านุ่งห่มให้เด็กที่เกิดใหม่
พ่อแม่ต้องพับผ้าอ้อมให้เป็นรูปสามเหลี่ยม ก่อนที่จะช้อนชายผ้าลอดใต้ก้นเด็กเข้าไป แล้วไปจับมุมทบกันที่ด้านหน้าท้อง จากนั้นจึงใช้เข็มกลัดแบบซ่อนปลายสีสันสวยงาม เป็นตัวยึดจับชายผ้าอ้อมด้านหน้าเอาไว้
เมื่อเด็กทารกถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะออกมา ผ้าอ้อมก็จะเปียกโชกเจิ่งนองไปด้วยของเสียนั้นๆ เด็กก็จะนอนไม่สบายตัวจนต้องร้องไห้โยเยออกมา หากเป็นการถ่ายของเสียออกมาในช่วงเวลากลางคืน พ่อและแม่ที่ผลัดเวรช่วยกันเลี้ยงลูกก็ต้องตื่นขึ้นมางัวเงียเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ มิฉะนั้นเด็กจะร้องไห้กวนใจไปตลอดด้วยความเปียกแฉะไม่สบายตัว
แต่หากเป็นกลางวันบางครั้งแม้เด็กจะร้องด้วยความเปียกแฉะอาจมของตัวเอง
แต่พ่อแม่ที่ต้องทำงานบ้านหรือทำงานอื่นๆ อาจจะไม่มีเวลามาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ทันตามใจเด็กได้ เด็กบางคนก็จะร้องไห้จนเหนื่อยอ่อนหลับคาผ้าอ้อมที่เปื้อนเปรอะนั้นไปเอง
ปัจจุบันยายทองหมอตำแยที่ผมพูดถึง แกเดินบ่นงึมงำไปตามท้องถนนทั้งวัน จนชาวบ้านแถวนั้นหาว่า “ยายทองบ้า” แต่ทุกครั้งที่ผมกลับไปธุระหรือพักผ่อนที่บ้านนอก เมื่อยายทองเห็นผมแกก็จะเข้ามาพูดคุยด้วยเป็นประจำ ซึ่งแม้ว่าข้อความที่แกพูดบางครั้งอาจจะวกวนไปบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้เห็นว่าแกจะเข้าข่ายเป็นบ้าไปแต่อย่างใด
ต้นหน้าฝนที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับไปที่บ้านนอกอีกครั้งหนึ่ง ยายทองเห็นผมเข้าแกก็ปรี่เข้ามาทักทายเหมือนเช่นเคย ในขณะที่กำลังคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่นั้น ก็มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา พร้อมกับส่งเสียงคุยกันเอ็ดตะโรลั่นถนน ทำให้ยายทองหันมาบอกกับผมว่า
“ไอ้ทิด เอ็งรู้ไหมว่าเป็นเพราะเลี้ยงเด็กกันด้วยแพมเพอร์สนี่ล่ะ เด็กสมัยนี้มันจึงเอาแต่ใจตัวไม่อดทน เพราะขี้เยี่ยวออกมา แพมเพอร์สก็ดูดซับเอาไว้ทำให้ตัวมันแห้งสบาย
มันนึกอยากจะขี้เยี่ยวเมื่อไหร่มันก็ขี้เยี่ยวของมันได้เลย แต่เด็กสมัยก่อนมันรู้ว่าแม้จะปวดท้องแค่ไหนก็ตาม หากมันไม่อดทนเอาไว้รอให้ถึงเวลาที่พ่อแม่ว่าง มันก็จะต้องนอนจมกองขี้กองเยี่ยวอยู่อย่างนั้นไปอีกนาน ซึ่งทั้งเหม็นทั้งเฉอะแฉะไม่สบายตัว เด็กสมัยก่อนมันจึงอดทนมากกว่าสมัยนี้ว่ะ”
ได้ฟังยายทองพูดออกมาอย่างนั้นทำให้ผมอดย้อนคิดไม่ได้ว่า ไหนใครหาว่ายายทองบ้า เพราะสิ่งที่พบเห็นคือวินัยของผู้คนปัจจุบันหดหายไป พร้อมกับการเติบโตของธุรกิจผ้าอ้อมสำเร็จรูปจริงๆ หรือประเทศไทยเราจะต้องหันมาเลี้ยงลูกกันด้วยผ้าอ้อมอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อเป็นการสร้างวินัยให้คนในชาติ ได้รู้จักความอดทนอดกลั้นกันบ้างครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



