
คลังเปิดทางลูกหนี้เอ็นพีแอลกู้แบงก์รัฐให้แยกบัญชีพิเศษ-ชงครม.เพิ่มเป้าอีก 3 แสนล้าน
คลังเรียกแบงก์รัฐถกผ่อนปรนหลักเกณฑ์ปล่อยกู้ภาคเอกชน หลังเพิ่มเป้าอีก 3 แสนล้านบาทในปีนี้ เปิดทางลูกหนี้เอ็นพีแอลกลุ่มยานยนต์ ท่องเที่ยว ส่งออกกู้ได้ พร้อมให้ดอกเบี้ยผ่อนปรน เล็งแยกบัญชีพิเศษ หวังสิ้นปีอัดฉีดสินเชื่อเข้าระบบได้จริง 8 แสนล้านบาท
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการอำนวยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยปี 2552 เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 สิงหาคมนี้ กระทรวงการคลังจะรายงานให้ทราบถึงการเพิ่มเป้าสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6 แห่ง (เอสเอฟไอ) จาก 625,500 แสนล้านบาทเป็น 927,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 301,500 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะเรียกสถาบันการเงินแต่ละแห่งเข้าหารือเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้เอกชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มที่เอสเอ็มอีแบงก์และเอ็กซิมแบงก์ เพราะมีปัญหามากที่สุด
ทั้งนี้ พบว่า 6 เดือนที่ผ่านมา มีการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 3 แสนล้านบาทแต่ที่น่าเป็นห่วงคือมีการเบิกจริงเพียง 1 แสนล้านบาทเท่านั้น ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 4 เดือนจึงเกรงว่าจะไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงจำเป็นต้องมีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้งในส่วนของผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ เพราะเจ้าหน้าที่เองก็ไม่กล้าปล่อยกู้เกรงจะเกิดปัญหาในอนาคต ขณะที่ผู้กู้ขาดคุณสมบัติจึงจะผ่อนปรนทั้งกรณีขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน การขยายเวลาการชำระหนี้และลดอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งเปิดทางให้ลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลสามารถกู้เงินได้หากเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นตั้งแต่กันยายน 2551 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ส่วนสถาบันการเงินเองก็จะให้ดำเนินการแยกบัญชีการปล่อยสินเชื่อพิเศษ (พีเอสเอ) ดังกล่าวออกไปจากบัญชีปกติเพื่อไม่ให้กระทบกับผลดำเนินงานโดยรวมของธนาคาร ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐอาจจะเข้าไปอุดหนุนด้วยบางส่วน
"คาดว่าการหารือกับแต่ละแบงก์จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้จากนั้นจะเสนอเข้า ครม.อีกครั้งเพื่อให้แบงก์รัฐเริ่มปล่อยกู้ได้ตั้งแต่กลางเดือนนี้ ส่วนภาคธุรกิจที่เข้าข่ายให้การช่วยเหลือ เช่น ท่องเที่ยว ยานยนต์ ส่งออก เพราะเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานจำนวนมากและผลต่อภาคเศรษฐกิจ" นายประดิษฐ์กล่าวและว่า ในส่วนของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส.นั้นไม่น่าเป็นห่วง ส่วนธนาคารกรุงไทยที่เพิ่มเป้าสินเชื่ออีก 5 หมื่นล้านบาทนั้นก็น่าจะทำได้ตามเป้าหมาย โดยคณะกรรมการจะเร่งรัดติดตามทุกสัปดาห์ต่อไป
อย่างไรก็ตามการเร่งรัดปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเกิดปัญหาเอ็นพีเอลเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงต้องมาหารือกันว่ารัฐบาลจะรับภาระได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ถือว่ามีความจำเป็นที่แบงก์รัฐจะต้องมีบทบาทนำภาคเอกชน โดยหากแบงก์ใดดำเนินการได้ตามเป้าหมายก็จะเร่งเพิ่มทุนให้



