ข่าว

นาทีสยอง!ในมุมมองคนสมุย

นาทีสยอง!ในมุมมองคนสมุย

05 ส.ค. 2552

ทรงวุฒิ อภิชนาพงศ์
เจ้าของร้านทำป้ายขนาดใหญ่

 "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน แต่โดยส่วนตัวคาดว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะเหตุที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุบัติหตุที่เกิดจากธรรมชาติล้วนๆ เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยบุคคล และเท่าที่เกิดและเติบโตในเกาะสมุย คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าให้ฟังถึงลักษณะลมที่จะเกิดขึ้นในช่วงก่อนฤดูฝนที่ชาวเกาะสมุยเรียกว่า "ลมพัดยา" หรือลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งทิศทางการพัดของลมในเวลาที่เกิดเหตุนั้นตัดขวางทางร่อนลงของสนามบินสมุยพอดี นับเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ไม่ควรจะไปโทษใครๆ ทั้งนั้น"

แกนนำ "ชมรมพิทักษ์รักสมุย" 

 "สนามบินสมุยเป็นท่าอากาศยานที่ทำการบินขึ้นลงได้ยากเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากสนามบินแม่ฮ่องสอน เพราะลักษณะของสนามบินตั้งอยู่ในหุบเขา ทำให้เกิดกระแสลมตัดขวางทางร่อนของเครื่องบินอยู่เนืองๆ ซึ่งเครื่องที่ตกในครั้งนี้แทบจะเรียกไม่ได้เลยว่าเป็นการไถลออกนอกรันเวย์ เพราะมีผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ เวลานั้นเล่าให้ผมฟังว่า เครื่องบินเพียงลงแตะพื้นรันเวย์ก็กระดอนขึ้นในขณะที่ลมพายุลูกใหญ่ได้พัดหอบเอาเครื่องเข้าไปฟาดกับอาคารของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจนเกิดเหตุเศร้าสลดดังกล่าว

 (แกนนำรายนี้อยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการที่เคยออกมาเรียกร้องให้บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ทบทวนเรื่องความปลอดภัยของสนามบินสมุยในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา)

กายสิทธิ์ โพรีแก้ว
มัคคุเทศก์ที่ทำงานภายในท่าอากาศยานสมุย

 "ในขณะที่ผมกำลังทำงานในบริเวณใกล้เคียงสนามบินนั้น รู้สึกว่ามีลมกระโชกแรงเป็นพิเศษสำหรับวันนี้ จนได้รับทราบเรื่องข่าวร้ายในเวลาต่อมา โดยในฐานะที่ผมเองเป็นคนที่ทำมาหากินกับเรื่องการท่องเที่ยวโดยตรง พอได้ทราบเรื่องก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ โดยที่มีหลายคนกล่าวว่าฝนตกหนักขณะเกิดเหตุ ผมขอยืนยันว่ามีเพียงฝนตกปรอยๆ เท่านั้น กระแสลมแรงจัดน่าที่จะเป็นสาเหตุหลักในเรื่องอุบัติเหตุน่าเศร้าครั้งนี้ และผมก็รู้สึกเห็นใจกัปตันผู้ควบคุมเครื่องบิน เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งการตัดสินใจนำเครื่องลงในลักษณะนี้คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าเกิดการสูญเสียน้อยมากเมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น"

นพดล สมหวัง
ชาวเกาะสมุยที่เคยประสบลักษณะเดียวกัน

 "เครื่องบินรุ่นเอทีอาร์ 72-500 นี้ เป็นเครื่องแบบใบพัดที่ค่อนข้างจะควบคุมยากในสถานการณ์ลมกระโชกแรง เมื่อ 20 ปีก่อน ราวปี พ.ศ.2532 ก็ได้เกิดเหตุเครื่องบินของบริษัทบางกอกแอร์เวย์สตกลงที่บ้านเฉวง บริเวณฟาร์มเลี้ยงสุกร โดยเวลาก็ใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดเหตุแบบนี้ คืออยู่ในช่วงรอยต่อเข้าหน้าฝนเหมือนกัน ช่วงเวลาบ่ายๆ และฝนปรอยๆ คล้ายกัน ในครั้งนั้นผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้กล่าวถึงความสยดสยองของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องมานานปี โดยหลายท่านไม่คาดคิดว่าเรื่องจะเวียนมาบรรจบกันอีกครั้งในเวลา 20 ปีพอดิบพอดีอย่างนี้"