
ตอ...ในโลกของตำรวจ
"อาวุโส เขาใช้กับพระ ประสิทธิภาพการทำงานเขาใช้กับประชาชน สำหรับตำรวจต้องใช้สองตอ" นายตำรวจแสดงทัศนะผ่านการใช้ภาษาเปรียบเทียบในลักษณะอุปมาอุปไมย ตามด้วยคำเฉลยที่ทุกคนฟังแล้วหัวเราะชอบใจและมีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านการพูดพร้อมกันว่า...ถูกต้องแล้วครับ คำว่า ตอ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เล่าให้ดิฉันฟังว่าการทำงานปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจาก “สาวไปสาวมาพบตอ...อันเบ้อเริ่ม”
คำว่าตอในที่นี้จึงหมายถึงกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลและมีอำนาจในการต่อสู้ ต่อต้าน ขัดขวางการปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลฝ่ายตรงข้ามที่มีหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด โดยนัยของคำพูดที่แสดงออกมานั้น ฝ่ายตอดูเหมือนว่าจะมีพลังอำนาจมากกว่าฝ่ายพิทักษ์สันติราษฎร์ ในสภาวะเช่นนี้วลีที่ว่า “ทำเต็มที่...ได้แค่ไหนก็แค่นั้น” จึงกลายเป็นวลีหนึ่งที่ช่วยลดความกดดันและความเครียดลง
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทุกคนต่างตระหนักว่า ผลงานที่แลกมาด้วยความเสี่ยง ความเหนื่อยยากลำบาก และความกดดันต่อการเผชิญเหลี่ยมคมต่างๆ จากองค์กรหรือเครือข่ายอาชญากรนั้นมิได้แลกกับความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
นายตำรวจพูดระบายกับดิฉันว่า “ผมเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้...แต่ผมอยากเห็นองค์กรผมมีความยุติธรรมมากกว่านี้...ผมรู้จักองค์กรของผมไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เขามององค์กรของผม แต่ถึงอย่างไร ผมก็รักองค์กรของผม”
โลกของตำรวจสำหรับดิฉันนั้นเปรียบเสมือนสนามฝึกซ้อมความอดทน ความทนทาน และเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ทางปัญญา เหลี่ยมคมที่แลกด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ และเงินตรา
ตอแรกหมายถึง “ตั๋ว” ตอที่สองหมายถึง “ตังค์” นั่นคือความหมายของตอ ในบริบทของการแต่งตั้งโยกย้ายในโลกของตำรวจ
ตั๋ว คือ การจดชื่อใส่ในแผ่นกระดาษฝากมาจากผู้มีบุญคุณที่เกื้อหนุนแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ที่มีอำนาจกับผู้มีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย ในที่นี้ “ตำแหน่ง” ในโลกของตำรวจจึงมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจาก “ของขวัญ” ที่ผู้มีอำนาจหยิบยื่น แลกเปลี่ยนกัน นี่คือที่มาของการ “สอดส่ายสายตาหาขั้วอำนาจและวิ่ง” มากกว่าที่จะมุ่งมั่นพิทักษ์สันติราษฎร์
ตังค์ หมายถึง การใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกับตำแหน่ง ความก้าวหน้าในการทำงาน การกำหนดอัตราค่าตำแหน่งที่แตกต่างกันในแต่ละแห่ง กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนคุ้นชิน ผู้ที่ตั้งคำถามและมองว่าการใช้เงินแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งเป็นเรื่องผิดปกติจะกลายเป็น "คนแปลก"
เมื่อวิเคราะห์ด้วยแนวคิดทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจแล้วนั้น การที่เหล่าบรรดานายตำรวจยอมจำนนต่อการใช้เงินเป็นเครื่องบรรณาการแลกเปลี่ยนตอบแทนกับความก้าวหน้าของตน จนการกระทำดังกล่าวกลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ดูสมเหตุสมผลนั้น ไม่แตกต่างจากการกดขี่ ขูดรีดแรงงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ช่วงที่นายทุนกดขี่ ขูดรีดแรงงานของผู้ใช้แรงงาน ไม่สนใจสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน ไม่สนใจสุขภาพจิต ความสุข ความทุกข์ของผู้ปฏิบัติงาน นายทุนจะให้ความสำคัญเพียงการได้กำไรจากการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วต้องได้กำไร
“เขารู้ว่า ถ้าเขาต้องการขึ้นผู้กำกับเขาต้องลงทุนเท่าไหร่ แล้วเขาจะคืนทุนได้ด้วยวิธีใด” นายตำรวจกล่าวกับดิฉันด้วยน้ำเสียงแสดงความอัดอั้นตันใจ ปิดท้ายด้วยคำพูดเย้ยหยันว่า “ใครมุ่งมั่นทำงานหวังจะเอาผลงานไปโชว์แลกกับความก้าวหน้า...ใครๆ เขาจะแอบหัวเราะ...นั่นมันความฝัน ไม่ใช่ความจริง...ของแท้มันต้องตั๋วกับตังค์เท่านั้น”
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



