
คู่กรณีตร.เก๊รับขับปาดหน้า
หนุ่มอ้าง “สารวัตรโจ้” ชักปืนขู่สั่งสอนถูกปาดหน้า คู่กรณียอมรับแต่ขอโทษแล้ว คุม ตร.เก๊ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
20 มิ.ย. 59 เมื่อเวลา 10.0 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท. ผบช.น. พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.5 พ.ต.อ.สมโภช สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางโพงพาง พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ ภิญโญ ผกก.สส.บก.น.5 พ.ต.ท.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผกก.สส.สน.บางโพงพาง พ.ต.ต.ไอยรา อากาศวิภาต สว.สส.สน.บางโพงพาง ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางโพงพาง และตำรวจ กก.สส.บก.น.5 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวนายอุดมทรัพย์ ล้อมแก้ว อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่88 ตรอกโรงหมี่ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ จ.430/2557 ลงวันที่ 17 มิ.ย. 59 พร้อมของกลางอาวุธพกสั้น รีวอลเวอร์ ยี่ห้อสมิทแอนด์เวสสัน ขนาด.38 สีเงิน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 5 นัด รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ชธ 6069 กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดีแทค 1 เครื่อง เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีน้ำเงิน 1 ตัว และกางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาล 1 ตัวที่ใช้ในวันก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณกลางซอยเทศบาล20 ต.จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. เวลาประมาณ 12.00 น.ที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ “เปิ้ล ยอแซฟ” โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่กล้องกหน้ารถยนต์จับภาพวิดีโอไว้ได้ โดยมีชายอ้างตัวเป็นตำรวจชื่อ‘สารวัตรโจ้’ ถืออาวุธปืนลงมาจากรถและข่มขู่ พร้อมทั้งบรรยายใต้คลิปดังกล่าวว่า “ใครช่วยประจานลงเฟสให้ด้วยครับเพื่อนผมโดนมาเอง” โดยเหตุเกิดบนถนนพระราม 3 ช่วงเวลาประมาณ 09.30น. ของวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นเจ้านายกิตติศักดิ์ แซ่หว่อง อายุ 41 ปี มีอาชีพรับเหมาตกแต่งภายใน ผู้เสียหายและเจ้าของคลิปวิดีโอดังกล่าวเดินทางเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ สน.บางโพงพาง ว่าขณะที่เจ้าตัวขับรถยนต์ฮอนด้า แจ๊สสีขาว หมายเลขทะเบียน 2กข8018 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนรัชดาฯ-พระราม3 มุ่งหน้าแยกสาธุประดิษฐ์ และได้ขับรถแซง รถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีขาวคันดังกล่าว ในลักษณะปาดหน้ากัน ทางนายกิตติศักดิ์จึงได้ขับต่อมาจนถึงจุดเกิดเหตุ รถเก๋งคันเดิมได้ขับมาด้วยความเร็วก่อนปาดหน้าจนทำให้เจ้าตัวต้องหยุดรถ จากนั้นมีชายไทย สวมเสื้อยืดคอปกสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาล ใส่หมวกแก็ปสีขาว เดินลงมาจากรถฝั่งคนขับพร้อมถืออาวุธปืนลูกโม่ เดินเข้ามาหาที่รถตนใช้อาวุธปืนจ่อ พร้อมพูดจาข่มขู่ และอ้างตัวเป็น “สารวัตรโจ้” ก่อนเดินกลับไปที่รถขับหลบหนีไป
จากนั้นทางเจ้าหน้าที่สืบสวนทราบจากทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว และนำภาพจากทะเบียนราษฎร์ให้ผู้เสียหายดูจนทราบว่าผู้ต้องหาคือนายอุดมทรัพย์ อีกทั้งกรณีที่เจ้าตัวอ้างตัวเป็นสารวัตรโจ้นั้นไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด เป็นเพียงพ่อค้าขายเคสโทรศัพท์มือถือ อยู่ในห้างย่านพระราม 3 นอกจากนี้พบประวัติก่อเหตุชิงทรัพย์อย่างโชกโชน ก่อนทางพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ต่อมาทางตำรวจได้รับการประสานว่าคนร้ายได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้ริมถนน ในอ.สามโคก จ.ปทุมธานี และนำอาวุธปืนพกไปทิ้งไว้ที่บ้านญาติ ที่อ.บ้านนา จ.นครนายก ส่วนตัวผู้ต้องหาได้หลบหนีไปกบดานที่บ้านญาติภายในซอยเทศบาล20 ต.จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา ทางตำรวจจึงนำกำลังไปตรวจสอบกระทั่งสามารถจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนนำตัวมาขยายผลตรวจค้นตามสถานที่ต่างๆ ที่ผู้ต้องหาได้นำหลักฐานไปทิ้งไว้ ตลอดห้องพักในคอนโดออกัส ถนนเจริญกรุง ซอย 80 พบเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่ สน.บางโพงพาง
นายอุดมทรัพย์ รับสารภาพว่า ตนเป็นบุคคลที่อยู่ในคลิปจริงและไม่มีเจตนาที่จะทำให้ตำรวจเสื่อมเสีย ตนต้องการแค่ให้ผู้เสียหายรู้ว่าการขับรถปาดหน้ามันผิดและต้องการให้ผู้เสียหายมีความเกรงกลัวเพื่อจะได้ลดความขัดแย้งจากการขับรถปาดหน้ากันไปมา ซึ่งปกติรถของตนเป็นรถที่มีเด็กอ่อนและภายในรถก็มีแต่ของเล่นเด็ก
นายกิตติศักดิ์ ผู้เสียหายกล่าวอีกว่า ตนยอมรับว่าเป็นฝ่ายขับรถปาดหน้าก่อน และได้ทำการกล่าวขอโทษเรียบร้อยแล้ว แต่การที่ผู้ต้องหาถือปืนลงมาและแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้ตนเกิดความกลัวเพราะไม่อยากมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และที่ตนไม่พอใจที่สุดคือการที่ผู้ต้องหาลงมาบิดกุญแจรถของตนและมีการข่มขู่ปองร้ายตน ซึ่งตอนนี้ตนได้ทำการติดต่อกับทนายเรียบร้อยแล้ว
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า สอบสวนเบื้องต้นแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ตกใจกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ โดยมีอาวุธ ” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



