ข่าว

ราคาน้ำตาลข้ามผ่านจุดต่ำสุดแนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว

ราคาน้ำตาลข้ามผ่านจุดต่ำสุดแนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว

20 มิ.ย. 2559

ราคาน้ำตาลข้ามผ่านจุดต่ำสุดแนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว

            จากกระแสเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงปี 2548-2554 ซึ่งถือเป็นยุคขาขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตร ผนวกกับความต้องการอ้อยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเอทานอลทั่วโลกเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันพุ่งสูง เป็นปัจจัยให้ราคาน้ำตาลโลกปรับสูงขึ้นถึง 3 เท่า จึงมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตน้ำตาลในหลายประเทศ

            แต่หลังปี 2554 ผลจากการขยายตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมน้ำตาลโลก และกระแสเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าที่อ่อนแรงลง มีผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเป็นทิศทางขาลงเช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรอื่นๆ โดยราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุดที่ 32.1 เซนต์ต่อปอนด์ ในเดือนมกราคม 2554 มาสู่ระดับต่ำสุดที่ 10.7 เซนต์ต่อปอนด์ ในเดือนกรกฎาคม 2558

            สำหรับสถานการณ์และแนวโน้มของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในระยะ 1-3 ปีข้างหน้านั้น สายงานวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองว่า ผลประกอบการของอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยจะค่อยๆ ปรับดีขึ้น เป็นผลจากราคาที่กลับมาเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์โลก หรือความต้องการฟื้นตัว โดยเฉพาะอินเดีย (ประเทศผู้บริโภคน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก) และกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความต้องการของผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูง อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) และจีน ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี หลังจากปิดโรงงานภายในประเทศ

            นอกจากนี้ความกังวลต่อปริมาณผลผลิตน้ำตาลที่มีแนวโน้มลดลง อาจมีผลให้หลายประเทศเพิ่มการนำเข้าน้ำตาลมากขึ้น โดยผลผลิต หรืออุปทานโลกลดลงเฉลี่ย 3-5% ต่อปี จากการที่ราคาน้ำตาลโลกที่เป็นขาลงในช่วงหลายปี ทำให้กระแสการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยลดลง ประกอบกับผลจากสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง และการคงกำลังการผลิตเอทานอลของบราซิล ซึ่งช่วยลดความกังวลของการเพิ่มการผลิตและส่งออกน้ำตาลของบราซิล

            จากภาวะอุปสงค์-อุปทานดังกล่าวส่งผลให้สต็อกน้ำตาลของโลกในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มลดลง และมีผลให้ราคาขยับเพิ่มขึ้นได้ แต่แรงกดดันจากสต็อกน้ำตาลโลกที่อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำลากยาว และภาวะซบเซาของตลาดเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ จะมีผลให้ราคาน้ำตาลปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยคาดราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 14.5-16 เซนต์ต่อปอนด์ ในปี 2559

            อย่างไรก็ตามผลกระทบจากภาวะภัยแล้งรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลไทยมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในปี 2559-2560 ก่อนที่จะกลับมามีสถานการณ์ด้านผลผลิตที่ดีขึ้นในปี 2561 ในขณะที่โรงงานผลิตน้ำตาลยังทำกำไรได้ต่อเนื่อง จากความต้องการบริโภคน้ำตาลทั้งในตลาดส่งออกและตลาดในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น ผนวกกับราคาน้ำตาลมีแนวโน้มปรับตัวดี

            นอกจากนี้ รายได้จากอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโรงงานน้ำตาลยังเติบโตได้ดี แต่การขยายโรงงานเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในแหล่งที่มีต้นทุนการผลิตสูง อาจเป็นความเสี่ยงของกิจการในอนาคต เนื่องจากอาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของโรงงานน้ำตาลแต่ละรายอาจแตกต่างตามความสามารถในการบริหารสต็อกและการคาดการณ์ทิศทางราคาน้ำตาลโลก เนื่องจากการค้าน้ำตาลมักเป็นการซื้อขายกันล่วงหน้า

            ทั้งนี้ ในระยะ 1-5 ปีข้างหน้าภาวะผลผลิตอ้อยและน้ำตาลของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น จากการขยายการลงทุนโรงงานใหม่ ซึ่งจะมีโรงงาน/กำลังการผลิตใหม่อีกกว่า 0.3 ล้านตันอ้อยต่อวัน (โรงงานดำเนินการหีบอ้อยเฉลี่ย 120 วันต่อปี) หรือผลิตน้ำตาลได้เพิ่มอีกกว่า 3.5 ล้านตันต่อปี ผลจากการเพิ่มใบอนุญาตขยายโรงงานน้ำตาลของภาครัฐ

            “ไทยมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยสัดส่วน 15% รองจากบราซิล แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมีความแข็งแกร่งและศักยภาพในการแข่งขันสูง และแม้ในภาวะราคาน้ำตาลโลกตกต่ำ แต่ระบบอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยที่ควบคุมโดยทางการก็ช่วยให้โรงงานน้ำตาลไทยยังสามารถทำกำไรได้ เช่น การคุ้มครองจากทางการจำกัดใบอนุญาตดำเนินการของโรงงานน้ำตาลและผู้ค้าหรือผู้ส่งออก มีระบบจัดสรรผลผลิตน้ำตาลเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก หรือระบบโควตา และการกำหนดราคาจำหน่ายในประเทศเป็นราคาคงที่ รวมทั้งมีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล” รายงานระบุ