
รวบโจรฉกบัตรเครดิต เหยื่อสูญเงินเกือบแสน
ตำรวจพญาไท บุกรวบหนุ่มขอนแก่นวัย 34 ขโมยบัตรเครดิต อ้างเหยื่อลืมทิ้งไว้ สารภาพนำไปรูดซื้อมือถือ 16 ครั้ง จนยอดเงินพุ่งทะลุเกือบแสน
กองบัญชาการตำรวจนครบาล - เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 16 มิ.ย.2559 พ.ต.อ.ศราวุธ จิตต์ระเบียบ รอง ผบก.น.1 (ปป.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.นครินทร์ สุคนธวิท รอง ผบก.น.1(สส.) , พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.พญาไท , พ.ต.ท.ปกรณ์ ภาวิไล รอง ผกก.สส.สน.พญาไท , พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ จันจะนะ สว.สส.สน.พญาไท , พ.ต.ต.คริษฐ์ ปริยะเกตุ สว.สส.สน.พญาไท และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัว นายสิทธิชัย วงศ์เครือศร อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 179 ม.10 ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหา (ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1192/2559 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2559) พร้อมด้วยของกลาง บัตรเครดิต ธนาคารกสิกรไทย 1 ใบ และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ซัมซุง กาแล็กซี่เอ 7 จำนวน 1 เครื่อง โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณหน้าร้านขายโทรศัพท์มือถือ 369 โมบาย ชั้น4 ห้างมาบุญครอง แขวงและเขตปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลาประมาณ 15.00 น.
พ.ต.อ.นิติวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคารไทยพาณิชย์ ว่าได้มีการใช้จ่ายบัตรเครดิต จำนวน 14 ครั้ง ยอดรวมเป็นเงิน 85,640 บาท ซึ่งผู้เสียหายไม่เคยใช้บัตรตามรายการดังกล่าว ต่อมาผู้เสียหายได้ตรวจสอบกับธนาคาร ปรากฏว่า ยังมียอดการใช้จ่ายเพิ่มอีก 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 16 ครั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 90,461 บาท ทำให้เชื่อว่า น่าจะมีคนร้ายนำบัตรเครดิตของผู้เสียหาย ไปทำการรูดซื้อสินค้าในหลายท้องที่ต่างกัน จากนั้นทาง พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ จันจะนะ สว.สส.สน.พญาไท ได้นำกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท ลงพื้นที่หาข่าว จนทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือ นายสิทธิชัย
ทั้งนี้ จากเบาะแสพบว่า คนร้ายได้นำบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปรูดซื้อสินค้าหลายแห่ง และผู้ต้องหายังได้นำบัตรเครดิตผู้เสียหายไปชำระค่าโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง กาแล็กซี่ เอ 7 ที่ห้างฟอร์จูน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบผู้ต้องหากำลังใช้บัตรเครดิต ซื้อโทรศัพท์มือถือดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาได้นำโทรศัพท์มือถือมาขายให้กับร้านแห่งหนึ่ง
ที่บริเวณชั้น4 ห้างมาบุญครอง กระทั่งนายสุรจิต ศรีพันธ์ ได้เข้ามาซื้อโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวไปใช้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวเจ้าของร้าน และนายสุรจิต มาเป็นพยาน กระทั่งทางร้านขายโทรศัพท์ได้ประสานมายังตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท ว่าผู้ต้องหาได้นำโทรศัพท์มาขายให้กับทางร้านอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางเข้าจับกุมตัว พร้อมด้วยของกลาง ก่อนขยายผลตรวจค้นรถยนต์ พบเสื้อผ้าในวันที่ก่อเหตุ จึงตรวจยึดทั้งหมด และควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สน.พญาไท
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า เช่าตึกแถวขายชา-กาแฟ อยู่หน้าราชภัฎ ที่จังหวัดนครราชสีมา มีรายได้วันละ 2,000 บาท มีรสนิยมชื่นชอบรักร่วมเพศ มีความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มที่พักอยู่กรุงเทพ และมักจะไปมาหาสู่เป็นประจำ ระยะหลังรายได้หมุนเวียนไม่พอจ่าย เพราะต้องเลี้ยงดูแฟนหนุ่มด้วย กระทั่งเก็บบัตรของผู้เสียหายลืมไว้ที่ตู้ถอนเงิน ย่านดอนเมือง จากนั้นจึงนำมารูดซื้อโทรศัพท์มือถือดังกล่าว ก่อนจะนำมาขายที่ร้านแห่งนี้ จนมาถูกจับกุมดังกล่าว สำหรับบัตรเครดิตของผู้เสียหาย หลังใช้จนวงเงินเต็มได้ทิ้งไว้ที่ จ.สระบุรี ซึ่งหน้านี้เคยก่อเหตุมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งที่ 1.พื้นที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี กดไปซื้อของใช้ทั่วไป และโทรศัพท์ ครั้งที่ 2.พื้นที่ แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซื้อของใช้ เที่ยวผู้ชาย ครั้งที่ 3.พื้นที่ สน.พญาไท ใช้ที่ร้านสะดวกซื้อ และซื้อโทรศัพท์ ส่วนครั้งที่ 4.พื้นที่ สน.ดอนเมือง ได้รูดซื้อโทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า ผู้ต้องหาเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากพบประวัติเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ที่ บ.154/2559 ลง วันที่ 31 มี.ค. 2559 ซึ่งกระทำผิดฐาน "ลักทรัพย์ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดฯ" แล้วไม่มาศาลตามกำหนดศาลนัด ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งอายัดตัวได้ที่ สน.พญาไท เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชาระค่า สินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชาระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด โดยมิชอบ ในประการที่น่าจะ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



