ข่าว

ทางยกระดับ

ทางยกระดับ

20 มิ.ย. 2559

ทางยกระดับ : เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

         ก่อนจะว่าเรื่องในสัปดาห์นี้ ต้องขอย้อนความกลับไปถึงสัปดาห์ที่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่มีความต่อเนื่องกัน ถ้าจำกันได้ในสัปดาห์ที่แล้ว มีข้อมูลที่น่าสนใจจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ที่จัดทำข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่ปี 2542-2558 รวมระยะเวลา 16 ปี ซึ่งพบว่า ผลตอบแทนค่าเฉลี่ยทบต้นของเงินฝากประจำ 12 เดือนให้ผลตอบแทนต่ำสุดอยู่ที่ 2.55% ต่อปี รองลงมา ได้แก่ ผลตอบแทนค่าเฉลี่ยทบต้นของตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งอยู่ที่ 3.93% ต่อปี และผลตอบแทนพันธบัตรซึ่งอยู่ที่ 5.72% ต่อปี ส่วนสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนั้น มาจากการลงทุนในหุ้นซึ่งผลตอบแทนอยู่ที่ 12.20% ต่อปี

         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลตอบแทนสูงสุดและต่ำสุดของสินทรัพย์แต่ละประเภท จะพบว่า แม้ผลตอบแทนของเงินฝากประจำ 12 เดือน และตราสารหนี้ระยะสั้น จะต่ำกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรและตลาดหุ้น แต่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ 2 ประเภทแรก ก็ไม่เคย “ติดลบ” หรือ “ขาดทุน” เลยตลอดระยะเวลา 16 ปี

         โดยเงินฝากประจำ 12 เดือน ผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 6.00% (ในปี 2542) และต่ำสุดที่ 0.68% (ในปี 2553) ขณะที่ตราสารหนี้ระยะสั้น ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 7.84% (ในปี 2551) และต่ำสุดที่ 0.42% (ในปี 2548) ส่วนผลตอบแทนพันธบัตร สูงสุดที่ 18.78% (ในปี 2551) และต่ำสุดที่ติดลบ 4.18% (ในปี 2552) โดยตลอด 16 ปี มีปีที่ผลตอบแทนติดลบ 3 ปี ที่เหลืออีก 13 ปีเป็นบวก

         ปิดท้ายที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้น ซึ่งสูงสุดถึง 126.19% (ในปี 2546) และต่ำสุดที่ติดลบ 45.09% (ในปี 2551) โดยตลอดระยะเวลา 16 ปีนั้น ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบ 4 ปี และเป็นบวก 12 ปี ข้อมูลเหล่านี้ล้วนตอบคำถามว่า ทำไมใครหลายคนจึงอาศัย “เงินฝากธนาคารพาณิชย์” เป็นแหล่งพักพิง แม้ว่าผลตอบแทนจะต่ำที่สุด แต่ความเสี่ยงและความผันผวนก็ต่ำที่สุด และยังแทบปิดประตู “ขาดทุน” ยิ่งมีกลไกสถาบันประกันเงินฝาก ถึงแบงก์เจ๊ง ก็ยังมีการคุ้มครองเงินฝากตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

         บทสรุปของสัปดาห์ที่แล้ว คือ นั่นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลว่า ทำไมลูกค้าแบงก์ถึงไม่อาจยอมรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 0% ได้

         แต่สิ่งที่ บลจ.ทหารไทย โดย ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บอกในข้อมูลถัดมา จะเป็นคำตอบว่า แม้ผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคารจะไม่เคยติดลบ ผู้ฝากเงินยังรักษาเงินต้นไว้ได้ (ยกเว้นเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่สถาบันการเงินต้องปิดกิจการไปหลายแห่ง) แต่ผลตอบแทนดังกล่าวก็ “ไม่เพียงพอ” หรือไม่สามารถทำให้เรารักษามาตรฐานการใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการหลังเกษียณได้

         ข้อมูลที่ว่านั้น เป็นข้อมูลแสดง “การเติบโตของเงินลงทุน” ที่จำแนกตามการลงทุนแต่ละประเภท โดยมีมูลค่าเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 100 บาท และเริ่มลงทุน ณ สิ้นปี 2550 พร้อมๆ กัน ปรากฎว่า ณ สิ้นปี 2558 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 100 บาท เงินฝากประจำ 12 เดือน ขยับจาก 100 บาท เป็น 154 บาท ตราสารหนี้ระยะสั้น เพิ่มเป็น 193 บาท พันธบัตร เพิ่มเป็น 257 บาท และการลงทุนในหุ้น เพิ่มเป็น 708 บาท แม้จะมีจำนวนปีที่เลวมากกว่าใคร แต่ตลาดหุ้นก็ยังสร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด

         ในการนำเสนอข้อมูลของ ดร.สมจินต์ ยังพูดถึงความรู้ทางการเงินและวินัยการลงทุน ที่จะช่วยยกระดับฐานะของคนธรรมดาได้ใน 1 รุ่นคน โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ซึ่งทุกรูปแบบจะเริ่มต้นที่อายุ 26 ปีจนถึงอายุ 60 ปีเหมือนๆ กัน

         รูปแบบที่ 1 เริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 5,000 บาท แล้วเพิ่มการลงทุนทุกปีๆ ละ 5% โดยมีเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 10% ด้วยรูปแบบนี้ ในปีแรกของการลงทุน เงินต้นจำนวน 60,000 บาท (เดือนละ 5,000 บาทx12 เดือน) จะเพิ่มมูลค่ามาอยู่ที่ 66,000 บาทในปลายปีแรก และเมื่อขึ้นปีที่ 2 จำนวนเงินลงทุนในแต่ละเดือนจะเพิ่มขึ้น 5% จาก 5,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 5,250 บาทต่อเดือน หากยังเดินหน้าลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่าเดิมต่อไป ณ สิ้นปีที่ 2 มูลค่าเงินปลายปี จะเพิ่มเป็น 141,900 บาท จากเงินต้นทั้งหมด 123,000 บาท (ปีที่ 1 จำนวน 60,000 บาท และปีที่ 2 จำนวน 63,000 บาท)

         ด้วยรูปแบบที่ 1 จากเงินลงทุนเริ่มต้น 5,000 บาทในปีแรก และเพิ่มขึ้นปีละ 5% โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี เงินลงทุนจะทะลุหลักล้านเมื่อถึงปีที่ 10 (อายุ 35 ปี) โดยเงินต้นบวกผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1,273,599 บาท และถ้าทำต่อเนื่องไปจนเกษียณตอนอายุ 60 ปี รวมเวลาลงทุน 35 ปี มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดจะอยู่ที่ 29,814,076 บาท จากเงินต้น 5,419,218 บาท

         รูปแบบที่ 2 ทำเหมือนเดิม โดยเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 5,000 บาท (เริ่มที่อายุ 26 ปีเหมือนเดิม) แล้วเพิ่มการลงทุนทุกปี ปีละ 5% เหมือนรูปแบบที่ 1 แต่ลดเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีลงเหลือ 8% ดังนั้น ในปีแรกของการลงทุน เงินลงทุนก้อนแรก 60,000 บาท จะขยับเป็น 64,800 บาท เมื่อสิ้นปีที่ 2 เงินลงทุนที่เป็นเงินต้นจะอยู่ที่ 123,000 บาท เหมือนกับรูปแบบที่ 1 แต่มูลค่าของเงิน ณ ปลายปีจะอยู่ที่ 138,024 บาท (น้อยกว่าแบบแรก 3,876 บาท เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนต่างกัน) เมื่อถึงวัยเกษียณ รูปแบบที่ 2 จะมีมูลค่าเงินลงทุนปลายทางเท่ากับ 20,021,750 บาท เงินลงทุนเท่ากัน ระยะเวลาเท่ากัน แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนต่างกัน ทำให้มูลค่าของเงินรูปแบบที่ 1 กับ 2 ต่างกันถึง 9,792,326 บาท หรือเกือบ 10 ล้านบาท !!

         รูปแบบที่ 3 สำหรับคนที่รู้สึกว่า การลงทุนเดือนละ 5,000 บาทนั้น “เกินวิสัย” ทาง บลจ.ทหารไทย ได้นำเสนอการลงทุนที่เริ่มด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วเพิ่มการลงทุนทุกปี ปีละ 5% โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8% ด้วยรูปแบบนี้ ปีแรกเงินลงทุนต้นทางจะอยู่ที่ 12,000 บาท ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปลายปีจะอยู่ที่ 12,960 บาท ด้วยรูปแบบนี้ เมื่อเกษียณเราจะมีมูลค่าเงินลงทุนปลายทางที่ 4,004,350 บาท จากเงินเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น

         วันนี้ว่าด้วย “ตัวเลข” ล้วนๆ อาจจะอ่านยาก อ่านแล้วก็ต้องค่อยๆ แยกแยะ แต่ถ้าแยกได้ ก็จัดเป็น “แยกยกระดับ” ที่นำไปใช้เพื่อ “ยกระดับคนธรรมดา” ให้กลายเป็นคนที่พร้อมสำหรับวัยเกษียณได้จริง