“ขิง-โกโก้” ระวังโรคเหี่ยว-กระรอก หนู!
อากาศร้อน ลมกระโชกแรง บางพื้นที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ขิงที่อยู่ในช่วงปลูกใหม่ จะเจอโรคเหี่ยวหรือแง่งเน่า ด้านโกโก้ ช่วงออกดอกติดผลจะเจอมวนโกโก้ กระรอก หนู เข้ากัดกิน
จึงขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลพืชที่ปลูกด้วย
โรคเหี่ยวหรือแง่งเน่าในขิง อาการ ใบล่างจะเหี่ยวลู่ลง ม้วนเป็นหลอดเริ่มเหลือง ในที่สุดใบจะเหลืองทั้งต้นและแห้ง บริเวณโคนต้นที่แตกออกมาจากแง่ง จะฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลเข้ม ลำต้นเน่าและหลุดออกจากแง่ง ถ้าผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น
การป้องกัน - หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอหากพบต้นเริ่มแสดงอาการโรคเหี่ยวให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และโรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดป้องกันการระบาดของโรค
ขณะที่ฤดูถัดไปให้เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน
- โดยไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า 20 ซม.จากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก
- ก่อนปลูก รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคโดยโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์จึงเริ่มปลูกขิง
- ใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่ปลอดโรค
- มีดที่ใช้ผ่าหัวพันธุ์ควรสะอาดก่อนผ่าหัวพันธุ์แต่ละหัวควรจุ่มมีดในแอลกอฮอล์ 70% หรือคลอรอกซ์ 10% เพื่อฆ่าเชื้อที่ติดมากับมีด
- หลังเก็บเกี่ยวนำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลาย
- ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืช ตระกูล ขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง ให้สลับปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัด
ส่วนมวนโกโก้ ที่เข้าไปวางไข่ในผล ทั้งกระรอก หนู จะกัดผลโกโก้อ่อนจนถึงผลแก่และสุก โดยจะกัดเป็นรูกลมแล้วกินเนื้อและเมล็ดภายในผล
การป้องกัน - ลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของมวนโกโก้โดยการตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีสภาพโปร่ง มีการระบายอากาศดี ลดความชื้นที่อยู่ในแปลง ทำลายผลโกโก้ที่ตกค้างอยู่ในแปลงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
- ไม่ควรปลูกพืชที่เป็นพืชอาหารของมวนโกโก้ในบริเวณใกล้ๆ กับแปลงปลูกเพราะจะเป็นที่หลบซ่อนได้
- หมั่นตรวจแปลงโกโก้ว่าพบกระรอกวิ่งบนต้น หรือพบรอยทางเดินของหนูบริเวณโคนต้นและภายในแปลง และมีผลโกโก้ถูกกัดทำลายเป็นรูหรือไม่ถ้าพบให้ทำการป้องกันกำจัด
- พ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ คาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร



