
'คมกฤช'ช่องว่างแห่งการให้ คือหัวใจของความเป็นมนุษย์'
'คมกฤช ตระกูลทิวากร'ช่องว่างแห่งการให้ คือหัวใจของความเป็นมนุษย์' : คมคิดจิตอาสา เรื่อง - ปาณิสรา บุญม่วง ภาพ - สันทนา รัตนอำนวยศิริ
ในยุคสังคมปัจจุบัน เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของคนในสังคมไทยมากขึ้น อีกทั้งกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้แก่เด็กใช้เล่นเป็นเพื่อนคลายเหงา แทนการใช้ของเล่น แต่ คมกฤช ตระกูลทิวากร กลับเห็นต่างออกไปและมองว่า การที่ให้เด็กอยู่ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่หมุนเร็วเกินไป จะส่งผลเสียหลายด้านต่อตัวเด็กที่จะเติบโตเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต เขาจึงตัดสินใจทำธุรกิจ "๑๔๑ วันฟอร์วัน (one for one)" ผลิตสินค้างานไม้ออกมาในรูปแบบต่างๆ แต่ละชิ้นงานถูกฉลุออกมาจนกลายเป็นช่องว่าง และส่วนที่ฉลุออกมา จะถูกนำไปส่งมอบให้เด็กกลุ่มต่างๆ เช่น เด็กที่อยู่ห่างไกล เด็กกำพร้า เด็กพิการ เป็นต้น ช่องว่างเหล่านั้นจึงถูกเรียกว่า “ช่องว่างแห่งการให้” และเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์
การเดินทางของธุรกิจ “๑๔๑ วันฟอร์วัน” เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตของ คมกฤช ตระกูลทิวากร ที่พลิกตัวเองจากอาจารย์สอนออกแบบผลิตภัณฑ์ และเจ้าของบริษัทออกแบบ สู่เจ้าของ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เขามองว่า การเปิดบริษัทออกแบบ คืองานที่อยู่ในสังคม กระแสหลักเป็นการทำงานออกแบบตอบสนองบริโภคนิยม มุ่งเน้นเพียงแค่ขายอย่างเดียว ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจเพื่อสังคมที่นึกถึงผลลัพธ์ทางสังคมเป็นหลัก และสามารถเดินทางไปพร้อมกับการทำธุรกิจได้ อีกทั้งยังมองว่า การใช้เทคโนโลยีกับเด็ก เป็นการปิดกั้นจินตนาการของเด็ก ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ทำให้เด็กมีแนวโน้มก้าวร้าวและอารมณ์รุนแรงมากขึ้น
“วันฟอร์วัน เริ่มดำเนินการมาประมาณ 4 ปี บริจาคของเล่นไปแล้วจำนวน 2,700 ชิ้น และมีแนวโน้มจะบริจาคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความหมายที่แท้จริงของวันฟอร์วัน คือ One for another one หมายความว่า เมื่อลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น เขาจะได้บริจาคของเล่นให้แก่เด็กด้อยโอกาสอีกหนึ่งชิ้นในเวลาเดียวกัน” คมกฤช กล่าว
ด้วยวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง ทำให้ คมกฤช เล็งเห็นความสำคัญของจินตนาการในวัยเด็กที่ไม่ควรถูกปิดกั้นด้วยวิถีชีวิตแบบสังคมปัจจุบัน ที่ทุกอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว เด็กถูกดึงความสนใจด้วยเทคโนโลยี และสมาร์ทโฟน มากเกินไป เมื่อกลุ่มปัญหาคือเด็ก ทางแก้ปัญหาคือ การแก้ที่ผู้ปกครอง วันฟอร์วัน จึงปลุกจิตสำนึกของผู้ปกครอง ให้เล็งเห็นความสำคัญของการเลือกของเล่นให้เด็กมากขึ้น ด้วยการใช้วิธีพูดผ่านของเล่นที่เน้นให้เด็กใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการจมอยู่กับเทคโนโลยี หรือสมาร์ทโฟน ที่นับวันจะยิ่งสร้างระยะห่างให้แก่ครอบครัวโดยที่ไม่รู้ตัว
คมกฤช กล่าวด้วยว่า แนวคิดของวันฟอร์วัน มีทั้งหมด 3 ด้าน ซึ่งขณะนี้เขาได้ดำเนินการไปแล้ว 2 ด้าน ได้แก่ แนวคิดที่ 1 การให้ วันฟอร์วัน ทำของเล่นดีไอวาย ที่ผู้ปกครองมาซื้อให้ลูก และในราคานั้น จะมีอีกชิ้นหนึ่งที่เหมือนกัน นำไปให้จิตอาสาทำ แล้วไปบริจาค เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า ลูกค้าซื้อสินค้า 1 ชิ้น แต่ได้บริจาคอีก 1 ชิ้น แนวคิดที่ 2 การเล่นแบบช้าๆ (Slow Play) เนื่องจากเด็กในยุคปัจจุบันเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่มักมีติดตัวเสมอ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ซึ่งในความเป็นจริง อุปกรณ์เหล่านี้ยังไม่เหมาะกับวัยเด็ก เพราะมีส่วนทำให้เด็กไม่รู้จักรอคอย อารมณ์รุนแรง ฉุนฉียว ไม่มีทักษะจินตนาการ การเล่นแบบช้าๆ เป็นแนวคิดที่จะให้เด็กเล่นของเล่นง่ายๆ ของเล่นจากธรรมชาติ เข้าใจง่าย ส่งเสริมการใช้จินตนาการ เช่น กล้องถ่ายรูปไม้ ให้เด็กถ่ายคน หรือสิ่งของและเก็บภาพไว้ในจินตนาการ ในความทรงจำ เป็นภาพที่สายตาเด็กมองเห็นได้จริง ไม่ใช้การมองผ่านโทรศัพท์ ทำให้เด็กใช้จินตนาการได้เต็มที่
"ส่วนแนวคิดสุดท้าย เป็นแนวคิดที่ผมตั้งใจจะทำในช่วงปลายปีนี้ (2559) คือ แนวคิดที่ 3 ห้องเรียนศิลปะ (Craf Room) คือ มุ่งเน้นให้เด็กและครอบครัวมีทำงานไม้ด้วยมือร่วมกัน เช่น ทำโต๊ะสนาม ได้เลื่อยไม้ ได้ประกอบโต๊ะร่วมกัน เป็นประตูสู่การพึ่งพาตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้เวลาหมดไปกับการเดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์" คมกฤช กล่าว
นอกจากแนวคิดและผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่เด็กและสังคมแล้ว คมกฤช ยังมีมุมมองและแง่คิดดีๆ อีกหลายเรื่อง เช่น ถ้ารู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกของตัวเอง สังคมไทยจะดีขึ้น รู้จักให้คนที่ไม่มี เพราะเมื่อวันหนึ่งเมื่อเด็กๆ เติบโตพอที่จะรู้จักให้ รู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน เหมือนที่เขาเคยได้รับจากผู้ใหญ่ เขาก็จะปฏิบัติตามที่เคยได้รับรู้มา จากรุ่นสู่รุ่น หากเป็นไปได้เช่นนี้จริง เชื่อว่า สังคมไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
คมกฤช ฝากถึงผู้ปกครองว่า อยากให้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้จินตนาการเล่นของเด็ก มากกว่าการหยิบยื่นเทคโนโลยีให้เด็กเร็วเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อเด็กทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การปล่อยให้เด็กใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้สัมผัสของเล่นจริง ไม่ใช่สัมผัสเพียงหน้าจอ เด็กๆ จะมีทักษะชีวิต และความคิดที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
“อยากให้คนไทยมองว่า การให้ การช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะการรู้จักให้คือหัวใจสำคัญของการเป็นมนุษย์” คมกฤช ฝากข้อคิดดีๆ ให้ผู้ปกครองนำไปกลับคิดเป็นการบ้าน



