ผ่าแผนปฏิบัติการจับ“ธัมมชโย”
ขั้นตอนการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อดำเนินการตามหมายจับกับพระธัมมชโยนั้น แม้ในทางกฎหมาย ไม่มีความชัดเจนว่า“วัด”เป็นสถานที่รโหฐานที่ต้องขอหมายค้นจากศาลหรือไม่
แต่แน่นอนว่า “กุฏิพระ” เป็นสถานที่รโหฐานที่ต้องขอหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างแน่นอน การจับกุมบุคคลในที่รโหฐาน กฎหมายระบุว่าแม้มีหมายจับแล้ว ย่อมต้องมีหมายค้นด้วย (ป.วิอาญา มาตรา 92)
ส่วนการค้นนั้น แม้ในเวลากลางคืน หรือยามวิกาล จะเป็นช่วงเวลาต้องห้ามตามกฎหมายในการเข้าตรวจค้น แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มีข้อยกเว้นไว้เช่นกัน โดยในมาตรา 96 ระบุว่า การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้ (3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา
มีข่าวว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ไปขออนุมัติหมายค้นภายในวัดพระธรรมกายแล้ว เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าตรวจค้นเพื่อดำเนินการตามหมายจับกับพระธัมมชโยในวันนี้ คือวันที่ 16 มิถุนายน หรือภายในวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน
แหล่งข่าวจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ให้ข้อมูลว่า ดีเอสไอเตรียมแผนเข้าจับกุมพระธัมมชโยเอาไว้ 2 ช่วงเวลา คือ ภายในวันศุกร์นี้ หลังจากพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งมีพระธัมมชโยเป็น 1 ใน 5 ผู้ต้องหาส่งให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว
การเข้าจับกุมช่วงนี้หากมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็จะเป็นการดำเนินการแบบอลุ้มอล่วย ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องได้ตัวพระธัมมชโย เพราะมีข่าวว่าทางวัดมีมวลชนและญาติธรรมอยู่ด้านในพร้อมปกป้องหลวงพ่อเป็นจำนวนมากจึงมีความเป็นไปได้ว่า การนำกำลังเข้าวัดพระธรรมกายภายในวันศุกร์ที่ 17 มิ.ย.ตามที่เป็นข่าวจะเป็นการดำเนินการเพื่อให้สังคมเห็นว่า ทางวัดมีการเตรียมมวลชนขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จริง
มาตรการทางกฎหมายที่จะใช้ในช่วงนี้ คือเก็บหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดฐานช่วยเหลือหรือให้ที่พักพิงกับผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189
อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ดีเอสไอมีแผนเข้าจับกุม คือวันที่ 13 ก.ค.ซึ่งเป็นวันที่อัยการนัดฟังคำสั่งคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบ มาตรา 165 หากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง หรือยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล ต้องได้ตัวผู้ต้องหาไปฟ้อง หรือไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลด้วย
ฉะนั้นดีเอสไอก็จะมีน้ำหนักเหตุผลในการดำเนินการจับกุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นข้อหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สำหรับ ป.วิอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน หมายถึงว่าต้องได้แจ้งข้อหาหรือสอบสวนผู้ต้องหาก่อนยื่นฟ้อง แต่จนถึงขณะนี้ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการ ยังไม่ได้สอบสวนพระธัมมชโยเลย
ขณะที่ ป.วิอาญา มาตรา 165 บัญญัติว่า ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ วันไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยมาหรือคุมตัวมาศาล ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลย รายตัวไป เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจด รายงานไว้ และดำเนินการต่อไป
ป.วิอาญามาตรานี้ กลายเป็นหลักทั่วไป หรือบรรทัดฐานที่รับรู้กันในกระบวนการยุติธรรมว่า การฟ้องคดี ต้องมีตัวจำเลยปรากฏต่อหน้าศาล เพื่อให้ศาลสอบถามว่าเป็นจำเลยตามฟ้องจริงหรือไม่



