รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สกิมเมอร์
ตร.ภ.5รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สกิมเมอร์ เสียหายนับล้านบาท
ผบช.ภาค 5 แถลงรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้ผู้ต้องชาวมาเลเซีย 14 ราย เวียดนาม 1 ราย โทรศัพท์ข้ามชาติหลอกชาวมาเลย์โอนเงิน เสียหายกว่า 4 ล้านบาท อีกคดีจับแก๊งสกิมเมอร์ชาวยูเครน ตระเวนกดเงิน 2 วัน เชียงใหม่-กทม. สูญนับล้าน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ (15 มิ.ย.) พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ปชา รัตนพันธ์ รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.มงคล สัมภาวะผล รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.สัมพันธ์ ศิริมา ผกก.สภ.สันทราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม “ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวมาเลเซีย” จำนวน 15 ราย
ประกอบด้วย 1.Mr.CHIN KIAT YONG (ชินเกียท ยอง) อายุ 30 ปี สัญชาติมาเลเซีย 2.Mrs. NG Pui LIANG อายุ 19 ปี สัญชาติมาเลเซีย 3.Mr. VINCENT CHONG KHAI MENG อายุ 20 ปี สัญชาติมาเลเซีย 4.Mrs.SEOW CHAISWEN อายุ 17 ปี สัญชาติมาเลเซีย 5.Mr.KHOR HONG IN อายุ 24 ปี สัญชาติมาเลเซีย 6.Mr.CHOO WAI LEONG อายุ 34 ปี สัญชาติมาเลเซีย 7.Mr.GOHKIM HO อายุ 40 ปี สัญชาติมาเลเซีย 8.Mr.YEW LEE อายุ 30 ปี สัญชาติมาเลเซีย 9.Mr.ZULFIKA BIN KEDERI (ซูลฟิก้า บิน เคเกริ่น) อายุ 23 ปี สัญชาติมาเลเซีย 10.Mr.LEE KEN VUN (ลี เคน วุน) อายุ 28 ปี สัญชาติมาเลเซีย 11.Mr.TAN WEE-KLONG (แทน วี ลอง) อายุ 22 ปี สัญชาติมาเลเซีย 12.Mrs. CHEONG SIEW TENG (เชียง เสียว เทง) อายุ 18 ปี สัญชาติมาเลเซีย 13. Mrs.CHONG HUN YONG (ชอง ฮัน ยอง) อายุ 20 ปี สัญชาติมาเลเซีย 14. Mrs.HUYNH THI HONG WHUNG (ฮุน ไทฮอง ฮวง) อายุ 23 ปี สัญชาติเวียดนาม และ 15.Mr.KOON ZHENG JIE (ตูนเซียวจี) อายุ 30 ปี สัญชาติมาเลเซีย ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและซ่องโจร”
และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 เพิ่มเติมว่า “มียาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย” และแจ้งข้อหากล่าวหาผู้ต้องหาที่ 2-5 เพิ่มเติมว่า“เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและเวลาตามกฎหมาย ” พร้อมด้วยของกลาง 1.เอกสารตารางการทำงาน 2.เอกสารกฏและข้อบังคับในการทำงาน 3.หนังสือเดินทางผู้ต้องหา 4.โทรศัพท์พื้นฐานแบบมีสาย 8 เครื่อง 5.โทรศัพท์พื้นฐานแบบไร้สาย 8 เครื่อง 6.เลาเตอร์ 2 เครื่อง
พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติต้องสงสัยเข้ามาพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 92/ 180 หมู่บ้านกล้วย ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะเป็นกลุ่มชาวต่างชาติเข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าตรวจสอบและสืบสวนเบื้องต้นพบว่าบ้านหลังดังก่าวมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ไม่ต้ำกว่า 15 คน ซึ่งแต่ละคนมีพฤติกรรมเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้าน
หลังจากนั้นจึงได้ทำการตรวจสอบพบข้อพิรุธว่าบ้านหลังดังกล่าวได้มีการใช้ค่าไฟฟ้าเกินกว่าปกติที่จะใช้เพียง 2,000 บาทต่อเดือน โดยหลังจากที่กลุ่มผู้ต้องสงสัยเข้ามาเช่าอยู่ค่าไฟฟ้าสูงถึง 20,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งได้มีการตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตพบว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วถึง 300 กิกกะไบท์และแบ่งเป็น 3 สายๆ ละ 100 กิกกะไบท์ซึ่งผิดปกติจากอาคารบ้านเรือนทั่วไป
อีกทั้งทราบว่ากลุ่มคนร้ายเป็นชาวมาเลเซียโดยจะร่วมกันโทรศัพท์หลอกให้คนมาเลเซียที่อยู่ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียโดยใช้กลบยุทธ์ต่างๆเช่น บัญชีมีปัญหาให้ไปทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม บัญชีถูกนำไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และให้ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่ 199/2559 ลงวันที่ 13 มิ.ย.2559 เข้าไปตรวจค้นบ้านดังกล่าว พบกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด 15 คน กำลังร่วมกันใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์หลอกผู้เสียหายอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวสอบสวนโดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าเป็นกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ที่ลงมือโทรศัพท์หลอกผู้เสียหายจริง
จากการสอบสวนกลุ่มผู้ต้องหา ให้การว่า Mr.CHIN KIAT YONG (ชินเกียท ยอง) เป็นหัวหน้าแก๊ง สามารถพูดภาษาไทยได้เป็นผู้เข้ามาเช่าบ้านหลังดังกล่าว จากนั้นให้กลุ่มลูกน้องเข้ามาทำงาน โดยทั้งหมดมีพฤติกรรมทำทีเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารโทรศัพท์ไปหาเหยื่อที่เป็นคนมาเลเซียทั้งที่อยู่ในประเทศมาเลเซียและประเทศไทย มีการพูดคุยโดยใช้ภาษามาลายู ภาษามาเลเซีย ซึ่งเป็นภาษาที่สื่อสารเข้าใจง่ายในประเทศมาเลเซียเพื่อแสดงความใกล้ชิดทำให้เหยื่อตายใจ จนเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีภายในประเทศมาเลเซีย โดยเบื้องต้นตรวจสอบมูลค่าความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนถึงปัจจุบัน จำนวน 15 วัน เสียหายกว่า 500,000 ริงกิต หรือประมาณ 4 ล้านกว่าบาท
สำหรับคดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแก๊งสกิมเมอร์ชาวยูเครนจำนวน 3 ราย คือ นายมิโคล่า โชแวน (MYKOLA EHOVHAN ) อายุ 21 ปี สัญชาติยูเครน นายโอเล็กซี่ พัสคาร์ (OLEKSII PUSHKAR) อายุ 30 ปี สัญชาติยูเครน และ นายเซอร์เฮ มุสชดาห์( SERHLL MATSYSHYN) อายุ 28 ปี สัญชาติยูเครน ในความผิดฐาน "ร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์, มีเครื่องมือหรอวัตถุสำหรับปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้หรือเพื่อให้ได้ข้อมูลในการปลอมแปลง, ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม อันได้มาโดยรู้ว่าเป็นของที่ปลอมแปลงขึ้น พร้อมของกลาง 1.บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 36 ใบ 2.ธนบัตรเงินสดไทย 150,000 บาท 3.เงินสดดอลล่าร์ 14,205 ดอลล่าร์ 4.หนังสือเดินทางประเทศยูเครน 4 ฉบับ 5.เครื่องคัดลอกข้อมูลลงแถบแม่เหล็ก 1 เครื่อง 6.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง 7.สมุดบัญชี 1 เล่ม 8.โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง 9.บัตรเดบิต มาสเตอร์การ์ดโกลด์ 1 ใบ 10.กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ
พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานจากธนาคารหลายแห่งว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติจำนวน 5 คน มีพฤติกรรมจับกลุ่มกันตระเวนกดเงินสดตามตู้เอทีเอ็มในพื้นที่กรุงเทพฯและมีผู้ต้องหาจำนวน 3 คนได้หลบหนีมาที่ จ.เชียงใหม่และก่อเหตุในลักษะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนติดตามตัวคนร้าย โดยพบผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 คนเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยทั้งสามคนได้แยกย้ายกันพักโรงแรมต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ และทุกๆเช้าทั้งหมดจะมารวมตัวกันที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อทำการกดเงินตามตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่างๆ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามตัว กระทั่งเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณประตูท่าแพและกระจายตัวกันออกไปตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สะกดรอยตามจนทราบว่าผู้ต้องหาได้แยกย้ายกันพักที่เกสท์เฮาส์ ต.ช้างม่อย จำนวน 2 คน และที่โรงแรมวังบูรพาจำนวน 1 คน จึงแสดงตัวเข้าจับกุมและนำตัวไปค้นในห้องพักพบของกลางจำนวนมากจึงได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำ
จากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ลงมือก่อเหตุกดเงินจากตู้เอทีเอ็มตามจุดต่างๆ ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่จริง โดยพฤติกรรมจะมีหัวหน้ารายใหญ่อยู่ที่ประเทศยูเครน ทำการส่งรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายมาตามโปรแกรมแชทไวเบอร์ จากนั้นจะนำรหัสข้อมูลมาใส่ในบัตรเปล่าที่เตรียมมาจำนวนมากและตระเวนกดเงิน เมื่อได้เงินก็จะโอนกลับไปที่ประเทศยูเครน ก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับสมาชิกอีกจำนวน 2 คน ก่อเหตุที่กรุงเทพฯ แต่สมาชิก 2 คนถูกจับกุม จึงได้หลบหนีมาก่อเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่
และวางแผนว่าเมื่อได้เงินอีกจำนวนหนึ่งจะซื้อตั๋วเครื่องบินหนีกลับประเทศทันทีแต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเสียก่อน
เบื้องต้นประเมินความเสียหายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 600,000 บาท และกรุงเทพฯ จำนวน 500,000 บาท อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายรายใหญ่ต่อไป



