
ไม่ยอมเสี่ยงมีค่าเท่ากับเสี่ยง
การเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้ จะมีส่วนช่วยให้ผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตโดยเฉพาะหลังวัยเกษียณ
ปลายสัปดาห์ก่อนโน้นจนถึงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้ข่าวการลดดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือ 0% ของธนาคารทหารไทย เป็นเรื่อง “ฮอต” ที่สุด ฮอตขนาดที่ว่า แบงก์ประกาศให้มีผลบังคับใช้อย่างเงียบๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 แต่พอมีการแชร์ต่อๆ กันในโซเชียลในช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน เท่านั้นแหละ ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ธนาคารก็ต้องหันหัวเรือกลับไปใช้ดอกเบี้ย 0.125% เหมือนเดิม
จริงๆ หากลองเปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารทหารไทยกับธนาคารพาณิชย์อื่น ก็จะพบว่า ดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธนาคารทหารไทยที่ระดับ 0.125% หรือร้อยละ “ครึ่งสลึง” นั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ “สองสลึง” หรือ 0.50% อยู่มาก ถ้ามองในแง่ผลตอบแทนจากการฝากแล้ว การลดดอกเบี้ยจาก 0.125% เหลือ 0% แทบจะไม่มีผลแตกต่างอะไรเลย เพราะเงินฝาก 1 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 12.50 บาท เงินฝาก 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 62.50 บาท เงินฝาก 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 125 บาท
ประเด็นหลักจึงไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนที่หายไป แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจการสื่อสาร และอยู่ที่ “ความพร้อม” ของลูกค้า ซึ่งยังไม่พร้อมยอมรับดอกเบี้ยเงินฝาก 0%
เพราะถ้าไล่เรียงกันจริงๆ ก็จะพบว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ปรับตัว “ลดลง” เป็นหลัก แม้จะมีบางช่วงที่ปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ถ้าเทียบกับก่อนวิกฤติก็ต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถพึ่งพิงผลตอบแทนจากอัตราเงินฝากได้อีกต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย (ซึ่งบังเอิญว่า เป็นบริษัทในเครือธนาคารทหารไทย) ได้จัดทำข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่ปี 2542-2558 รวมระยะเวลา 16 ปี พบว่า ผลตอบแทนค่าเฉลี่ยทบต้นของเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ 2.55% ต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าผลตอบแทนค่าเฉลี่ยทบต้นของตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งอยู่ที่ 3.93% ต่อปี ต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรซึ่งอยู่ที่ 5.72% ต่อปี และต่ำกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นซึ่งอยู่ที่ 12.20% ต่อปี
และในรอบ 16 ปีที่ว่านั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนสูงสุดอยู่ที่ 6% ต่อปี (เมื่อปี 2542) และต่ำสุดที่ 0.68% (เมื่อปี 2553 หรือปี 2010 หลังวิกฤติซับไพรม์) แปลว่า เราพึ่งพาดอกเบี้ยเงินฝากไม่ได้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะพึ่งพาไม่ได้ในเวลานี้ เพียงแต่ที่หลายคนยังต้องพึ่งพา เพราะเมื่อพิจารณาข้อมูลอีกฝั่งหนึ่งที่มาพร้อมกับผลตอบแทน นั่นคือ ความเสี่ยงและความผันผวน ก็จะพบว่า แม้ว่า อัตราดอกเบี้ยจะลดลงต่ำที่สุดเหลือ 0.68% แต่ผลตอบแทน “ไม่เคยติดลบ” ในขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้น ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 126.19% ในปี 2546 แต่ก็เคยติดลบถึง 45.09% ในปี 2551
ใครหลายคนจึงยอมรับดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.55% ต่อปี มากกว่าจะยอมรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นที่ 12.20% ต่อปี เพราะใครหลายคนที่ว่านั้น ไม่อาจยอมรับความเสี่ยงและผลขาดทุนได้ และนั่นก็อาจจะเป็นคำตอบว่า ทำไมดอกเบี้ยออมทรัพย์จึงเหลือ 0% ไม่ได้
เราเคยพูดกันหลายครั้งแล้วเรื่องที่ต้องกล้ายอมรับความเสี่ยงให้มากขึ้น เพราะการไม่ยอมรับความเสี่ยงอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่มากที่สุดก็ได้
“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่ร่วมเปิดโครงการ “อินเวสท์ นาว” (Invest Now) หรือ “ลงทุนวันนี้” ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ 37 แห่ง เธอบอกว่า จากผลการสำรวจการวางแผนการเงินของคนวัยทำงานที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยตลาดทุน พบว่าคนไทยมีการวางแผนการเงินและการลงทุนช้าเกินควร คือเริ่มเมื่ออายุเฉลี่ย 42 ปี ขณะที่ประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา เริ่มที่อายุ 30 ปี อีกทั้งพบว่า ในจำนวนนั้น มีอยู่ 28% ที่มีสถานะมีเงินใช้ไม่พอเพียง ด้วยสาเหตุที่ไม่ได้คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังเกษียณ และมีการวางแผนการเงินการลงทุนที่ผิด
“การเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้ จะมีส่วนช่วยให้ผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตโดยเฉพาะหลังวัยเกษียณ”
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกด้วยว่า จากสถิติที่ผ่านมา การลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ไทยสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ซึ่งหากลงทุนตั้งแต่ปี 2518 ตลอดระยะเวลา 40 ปี จะให้ผลตอบแทนประมาณ 8.4% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินปันผลเฉลี่ย 40 ปี อยู่ประมาณ 4.4% ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 8.4% ต่อปีในรอบ 40 ปี (ตามข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ) หรือผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 12.20% ต่อปีในรอบ 16 ปี (ตามข้อมูล บลจ.ทหารไทย) ก็ยังไม่อาจทำให้หลายคนก้าวข้ามความกลัว
ยิ่งถ้าหากไปเจาะลึกตารางสถิติของ บลจ.ทหารไทย ยิ่งจะเห็นความผันผวนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น ยกตัวอย่าง ปี 2542 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 38.36% จากนั้นในปี 2543 กลายเป็นผลตอบแทนติดลบ 43.23% ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นบวก 23.80% ในปี 2544 จนถึงปี 2546 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 126.19% และขาดทุนในปีต่อมาอีก 10.62%
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย บอกว่า ความผันผวนจากการลงทุนนั้น ถูกปรับทอนให้ลดลงได้ด้วย 3 องค์ประกอบ นั่นคือ ความรู้ กลยุทธ์การลงทุน และวินัยการลงทุน
“ความรู้” คือ นักลงทุนจะต้องเข้าใจเงื่อนไข รู้จักความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับว่า ทรัพย์สินแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ส่วน “กลยุทธ์การลงทุน” หมายถึงการที่นักลงทุนจะต้องตั้งกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง
“กลยุทธ์ที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย เราจะต้องแบ่งเงินตามระยะเวลาการลงทุนให้เหมาะสม โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นเงินที่ใช้เพิ่มความมั่งคั่ง ควรเป็นเงินที่สามารถลงทุนในหุ้นได้เป็นระยะเวลาประมาณ 6-7 ปี ตามวงจรของเศรษฐกิจ ส่วนที่ 2 เป็นเงินที่สามารถลงทุนในตราสารหนี้เป็นระยะเวลา 2-4 ปี เพื่อสร้างกระแสเงินและรักษาอำนาจในการซื้อ และส่วนที่ 3 ที่จะนำไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 1 ปี เพื่อคุ้มครองเงินต้นและเป็นสภาพคล่องให้กับตัวเอง”
และสุดท้าย “วินัยการลงทุน” เป็นเรื่องของความสม่ำเสมอเพื่อเฉลี่ยต้นทุนในการลงทุน ซึ่งถ้ามีครบ 3 องค์ประกอบนี้ ก็เชื่อว่า จะประสบความสำเร็จในการลงทุน
เขียนจนหมดพื้นที่กระดาษ พร้อมกับชำเลืองมอง “เอกสาร” ที่ บลจ.ทหารไทยส่งมาให้ด้วยความเสียดาย เพราะยังมี “ข้อมูล” อีก 3-4 แผ่น ซึ่งเป็นตารางที่ว่าด้วย “การยกระดับของคนธรรมดาได้ใน 1 รุ่นคน” ถึงตรงนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องมาต่อกันในสัปดาห์หน้า
------------------------------------
(คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



