
อย่าให้มีฎีกาต่อต้านฎีกา
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ บอกว่าฎีกาที่คนเสื้อแดงล่ารายชื่อเพื่อที่จะขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ส่อไปในทางสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
คุณอภิสิทธิ์บอกว่ารัฐบาลจะต้องตรวจสอบทั้งหมดก่อนว่า ประชาชนที่ลงชื่อนั้นถูกหลอกลวงมาเซ็นชื่อหรือไม่ เพราะว่าตามกฎหมายนั้นการขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ใครนั้น คนนั้นต้องมารับผิดเสียก่อน และจะทำโดยเจ้าตัวหรือญาติพี่น้องเท่านั้น การไปไล่ล่าลายเซ็นคนทั้งประเทศ เพื่อจะช่วยคนใดคนหนึ่งที่ถูกศาลตัดสินให้จำคุกนั้น ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศ
คุณอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามด้วย ว่าถ้าหากมีใครไประดมให้คนเซ็นชื่อบ้าง เพื่อที่จะร้องเรียน หรือฎีกาว่า การลงโทษของศาลต่อ คุณทักษิณ ชินวัตร นั้นยังเบาไป จะเกิดอะไรขึ้น
เพราะว่าถ้าหากคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะล่ารายชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่คนที่ยังไม่ยอมมารับโทษ ก็อาจจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะขอล่ารายชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องเรียนฝ่ายตรงกันข้ามที่ล่ารายชื่อเพื่อช่วยคุณทักษิณก็ได้
อย่างนี้ความขัดแย้งก็จะยิ่งบานปลายกลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง
ฉะนั้น การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาครั้งนี้ จึงกลายเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยก สร้างความระหองระแหง ทำให้คำพิพากษาของศาลนั้นไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น ทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกคนที่กระทำความผิดตามกระบวนการนั้นระดมคนเพื่อจะต่อต้าน ซึ่งถือว่าไม่เคารพความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
และไม่ว่าใครจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากใครก็ตามแต่สามารถไปปลุกระดมให้คนลงชื่อเพื่อที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ หากเป็นเช่นนี้แล้วไซร้ ทุกสถาบันก็ย่อมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอันไม่สมควรเช่นนี้ได้
นี่ย่อมไม่เรียกว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย นี่คือระบอบที่ใครเสียงดังใครปลุกระดมได้ก็สามารถจะทำผิดกฎหมายผิดเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องชี้แจงอธิบายต่อประชาชนให้กว้างขวางต่อเนื่องต่อไป
เพราะว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้ครั้งหนึ่งสำหรับคุณทักษิณ ก็อาจะเกิดขึ้นได้สำหรับคนอื่นๆ เช่นเดียวกัน เป็นตัวอย่างของการอ้างระบอบประชาธิปไตยในทางผิดๆ เพียงเพื่อประโยชน์ของคนบางคนเท่านั้น นี่เป็นการทำลายพื้นฐานของประชาธิปไตยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
สุทธิชัย หยุ่น



