
'สมเด็จช่วง'อึดอัดถูกโยงคดีธัมมชโย
'ทนายสมศักดิ์' ยัน 14 มิ.ย.ได้ข้อยุติ 'ธัมมชโย' มอบตัว วัดพระธรรมกายให้ความร่วมมือดี เผย 'สมเด็จช่วง' อึดอัดถูกโยงคดี ขณะที่ 'ดีเอสไอ' ยังไม่ทราบรายละเอียด
นายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในฐานะตัวแทนผู้ประสานงานเจรจาให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัวรับทราบข้อหาสมคบฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ยืนยันว่า พระธัมมชโยต้องเข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแน่นอน เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะมอบตัวที่ไหนอย่างไร โดยวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 14.00 น. จะมีความชัดเจน ตนจะแถลงกับสื่อมวลชนด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามในฐานะที่ตนเป็นคนกลางในการเจรจา ตนได้บอกวัดธรรมกายชัดเจนแล้วว่า เมื่อพระธัมมชโยตกเป็นผู้ต้องหาก็ต้องเข้ามอบตัวเพื่อรับแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งดีเอสไอต้องการเพียงแค่จะแจ้งข้อกล่าวหา ไม่อยากให้มีการกระทบกระทั่ง
“ถ้ามอบตัวตามหมายจับก็จบ ผมยังได้ขอวิงวอนวัดธรรมกาย เพื่อให้จบเรื่องนี้โดยให้เกิดจากความสมัครใจเพื่อจะได้เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในอนาคตจะได้ไม่เกิดปัญหากันอีก ซึ่งทางวัดธรรมกายไม่ได้นิ่งนอนใจมีการตั้งทีมงานจำนวนมาก เพื่อพิจารณาว่าหากพระธัมมชโยเข้ามอบตัวกับดีเอสไอแล้วจะมีการต่อสู้คดีอย่างไร” นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การพูดคุยในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ยังเหลือข้อเท็จจริงอีกครึ่งข้อที่ดีเอสไอรับไปพิจาณาบางส่วน แต่ตนไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นเรื่องใด ทั้งนี้วันที่ 14 มิ.ย.จะคุยกันว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรกับเงื่อนไขที่ทางวัดธรรมกายเสนอ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตอบตกลงตนจะนำคำตอบไปเสนอให้คณะกรรมการกลั่นนกลองของพระธัมมชโยพิจารณาตัดสินใจเป็นคนสุดท้าย
ด้านพ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการเข้ามอบตัว และยังไม่มีการแจ้งจากนายสมศักดิ์ ซึ่งทีมงานที่ไปเจรจายังไม่มีใครรับทราบรายละเอียดตรงนี้เลย โดยวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ดีเอสไอจะประชุมก่อนเดินทางไป เจรจาครั้งที่ 3 ร่วมกับตัวแทนพระธัมมชโย ที่วัดเขียนเขตเวลา 14.00 น.
'สมเด็จช่วง' อึดอัดถูกโยงคดี 'ธัมมชโย'
นายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ให้สัมภาษณ์ในรายการกรองข่าววันเสาร์เอฟเอ็ม 102 ว่า การพูดคุยที่ผ่านมา ครั้งแรกมีการเสนอเงื่อนไข 6 ข้อ มีการตอบรับบางข้อ ไม่ตอบรับบางข้อ
ครั้งที่ 2 เงื่อนไขลดลงเหลือ 3 ข้อ และในการพูดคุยครั้งที่ 3 ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ เหลือเงื่อนไขเพียงครึ่งข้อ ถือว่าการพูดคุยลงตัวแล้ว 95 เปอร์เซ็นต์ เรื่องตรวจร่างกายเพื่อพิสูจน์การอาพาธของพระธัมมชโย โดยวัดธรรมกายไม่น่าจะติดขัดและมีข้อยุติแล้วว่าจะใช้แพทย์ รพ.ของรัฐ ส่วนเรื่องการขอให้เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนบางคนนั้น ขอให้ดีเอสไอเป็นฝ่ายพิจารณา แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร หัวหน้าพนักงานสอบสวน เคยเป็นพนักงานสอบสวนคดีพระธัมมชโย ยักยอกฉ้อโกงวัด สมัยที่เป็นตำรวจกองปราบปราม
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีความพยายามเชื่อมโยง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) หรือ สมเด็จช่วง ให้เข้ากับคดีของวัดพระธรรมกาย เนื่องจากตนเป็นทนายความให้กับสมเด็จช่วง ในคดีครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมายนั้น ยืนยันว่า กรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมเด็จช่วง ตนเห็นแก่บ้านเมือง จึงอาสาเข้ามาและเข้ามาในฐานะส่วนตัวตามที่เจ้าคณะจังหวัดประสานมา และการเข้ามาของตนก็ไม่ใช่การยื้อคดี แต่ทำให้คดีเร็วขึ้น สำหรับวัดพระธรรมกายมีนักกฎหมายหลายฝ่ายตั้งเป็นคณะทำงาน เมื่อตกลงกันได้แล้ว หากไม่มีอะไรต้องประสานงานอีก ก็ถือว่าหมดภารกิจ เนื่องจากตนมีหน้าที่ประสานและให้คำปรึกษากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น เพราะพระไม่รู้เรื่องทางโลก ไม่รู้ว่าในทางกฎหมาย ทำได้หรือทำไม่ได้
“เรื่องนี้สมเด็จช่วงอึดอัดมานาน เคยถามว่า ในฐานะพระอุปัชฌาย์เกี่ยวข้องกับคดีได้อย่างไร จะไม่ให้ท่านรู้จักพระ จะเป็นไปได้อย่างไร”



