
สหประชาชาติเชิดชู‘ในหลวง’ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สหประชาชาติเชิดชู‘ในหลวง’ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ‘โมเดลพัฒนายั่งยืน’
เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และในโอกาสที่ครบ 70 ปี ประเทศไทยได้รับการตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ดังนั้นเพื่อจะได้รับทราบมุมมองของสหประชาชาติที่มีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเชีย ขณะเดียวกันก็ยังถือโอกาสใช้เวทีเป็นสนามแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จของการพัฒนาจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ต่อการนำไปใช้ต่อยอดการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขอย่างยั่งยืน
จึงเป็นที่มาของการจัดงานประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” โดยมีสถาบันเอเชียศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มูลนิธิมั่นพัฒนา และสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โดยความสนับสนุนโดยบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และเครือเนชั่น โดยในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน ที่ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิต กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ในงานประชุม สเตฟาโนส โฟทีโอ ผู้อำนวยการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ กล่าวปาฐกถาในการประชุมว่า การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพกำลังเป็นรากฐานสำคัญต่างๆ ในเอเชียและแปซิฟิก กล่าวคือ มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรม ในขณะเดียวกันมีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากร สุดท้ายจึงส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ สมาชิกประเทศขององค์การสหประชาชาติต่างตระหนักในปัญหาดังกล่าว จึงทำให้เกิดความตกลงกันในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกในการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
สเตฟาโนส กล่าวว่า ปรัชญาเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีแนวทางที่สอนให้ตระหนักถึงความสุขที่ไม่ได้ผูกพันกับเงินเพียงอย่างเดียว แต่ให้นึกถึงความสามารถและความเหมาะสมในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์และรับผิดชอบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาให้ได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค เท่าเทียมกันในด้านต่างๆ
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนอกจากจะเป็นแนวทางเสริมพลังการพัฒนาที่สำคัญ ยังมีความสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของเอเชียเป็นอย่างยิ่ง เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเล็งเห็นคุณค่าของคนและสิ่งแวดล้อม กลไกของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกระดับและเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับชาติ จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกไปสู่ความสำเร็จได้" สเตฟาโนส แสดงความเชื่อมั่น
ต่อมาเป็นการอภิปรายเรื่อง “มุมมองในการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมี ลามิยา มอร์เชด ผู้อำนวยการศูนย์ยูนุสเซ็นเตอร์ ประเทศบังกลาเทศ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ในปี 2015 เดือนกันยายน สหประชาชาติได้รับรองเป้าหมาย 17 ประการเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะทำให้โลกของเรารวมกันเป็นหนึ่งได้ สิ่งนี้จะเป็นกรอบสำหรับทุกคน ไม่ว่าภาครัฐบาล ภาคเอกชน เอ็นจีโอ มูลนิธิ รวมถึงปัจเจกบุคคลทุกคนและอาจจะบอกได้ว่า เป้าหมายนี้เองคือหัวใจของการทำงานของศูนย์ยูนุสในบังกลาเทศ ซึ่งความยั่งยืนก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของกิจกรรมทั้งหมดผ่านเรื่องปรัชญาและแนวปฏิบัติ และแน่นอนว่ารอบโลกเองก็ได้รับเอาวิธีนี้ไปใช้และอาจจะมีนัยสำคัญสำหรับประเทศไทยในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
“ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์บอกว่า บทบาทนั้นถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการที่จะเพิ่มผลกำไรให้แก่ตัวเอง ดังนั้นจากประสบการณ์ของเรา มนุษย์ไม่ได้เป็นคนที่เห็นแก่ตัว ดังที่ได้กำหนดเอาไว้ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ หากแต่ยังมีความเอื้อเฟื้อ มีความอุทิศตนด้วย ถ้าสมมุติเรานำเอาความเอื้อเฟื้อหรือความอุทิศตนให้มีบทบาทมากขึ้น โลกของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นที่มาของการทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลบิสิเนส เป็นการทำธุรกิจที่อุทิศตนเป็นบริษัทที่ไม่มีผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างหนทางแก้ปัญหาให้แก่มนุษยชาติ” ผอ.ศูนย์ยูนุส กล่าว
ลามิยา กล่าวอีกว่า แนวคิดโซเชียลบิสิเนสไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นวิวัฒนาการจากงานที่เราทำให้บังกลาเทศ เราทราบเรื่องของกรามีนแบงก์ ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1976 ซึ่ง ศ.ยูนุสเริ่ม โดยการให้เงินสนับสนุนสร้างอาชีพในบังกลาเทศ หลายคนบอกว่าทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันธนาคารนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศของเรา เจ้าของคือคนที่ยากจน อันนี้ถือเป็นโซเชียลบิสิเนสอันแรกของเรา เมื่อเวลาผ่านไปธนาคารกรามีนก็มีวิวัฒนาการมากขึ้น มีความต้องการทางสังคมอื่นๆ ที่ผุดขึ้นมาด้วย ซึ่ง ศ.ยูนุส ได้จัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรเพื่อแก้ปัญหานั้นๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 50 บริษัท และเป็นโซเชียลบิสิเนส แต่ไม่ได้เพื่อสร้างเงินให้แก่ผู้ถือหุ้น เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่ารากฐานของโซเชียลบิสิเนส ซึ่งทำให้โซเชียลบิสิเนสเพื่อแก้ปัญหาสังคม
ขณะที่มูลนิธิพุทธเมตตาฉือจี้แห่งไต้หวัน ซึ่งเลือกการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมโดยยึดหลักพุทธศาสนา และมีการเผยแพร่การพัฒนาขยายสาขาออกไปทั่วโลก ภายใต้ 4 ภารกิจหลัก ประกอบด้วย การกุศล การแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือกัน “โมนิกา ซาย” ผู้อำนวยการมูลนิธิ กล่าวว่า มูลนิธิก่อตั้งขึ้นโดยท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ซึ่งเป็นแม่ชีในพุทธศาสนา จากจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งไปเห็นกองเลือดจำนวนมากที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นของผู้หญิงชาวพื้นเมืองต้องการจะคลอดลูก แต่ก็ไม่สามารถจะคลอดได้ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่ามัดจำ 8,000 ดอลลาร์ไต้หวันให้แก่โรงพยาบาล ท่านอาจารย์จึงเริ่มจากเช่าพื้นที่เล็กๆ แล้วใส่เงิน 50 ดอลลาร์ไต้หวัน ด้วยความหวังว่า เงินก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนที่สุดมูลนิธิจึงเกิดขึ้นเพราะเงินบริจาคก้อนนี้ ทำให้สามารถช่วยเหลือการกุศลต่างๆ ได้ ทั้งยังได้พบว่าประชาชนต้องการเรื่องการแพทย์และสาธารณสุข และงานด้านนี้ก็เป็นภารกิจแรกที่มูลนิธิเริ่มทำ พอโรงพยาบาลได้ก่อตั้งขึ้น มีเครื่องมือดี แต่ขาดบุคลากรที่จะไปทำงาน มูลนิธิจึงเปิดการศึกษาด้านการแพทย์และวิทยาลัยพยาบาลขึ้น
“หลายคนถามหาความหมายของคำว่า “ฉือจี้“ คำนี้มาจากภาษาจีน แปลว่า ”เมตตากรุณา“ เพราะฉะนั้นในการทำงานที่มีเมตตากรุณา ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ถ้าเรามีเมตตากรุณาก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะนำไปในเส้นทางแห่งความเมตตากรุณาและภูมิปัญญาจะทำให้เราเข้มแข็ง มั่นคง มุ่งมั่น มากขึ้น”
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวถึงกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ เน้นในเรื่องของความยั่งยืนความสามารถในการฟื้นตัว ความเป็นธรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นเวลา 70 ปีแล้ว เพื่อที่จะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำเป็นตัวอย่างและเป็นหลักฐานของการทำโครงการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน สมเด็จย่าซึ่งทรงเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงก็ทรงเรียนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นลูกของพระองค์ท่าน และได้นำสิ่งนี้มาปฏิบัติที่โครงการพัฒนาดอยตุง ในปี 1988 ซึ่งดอยตุงก็อยู่ศูนย์กลางสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดใหญ่ของโลกครั้งหนึ่ง มีชายแดนที่ร่วมกันกับพม่า มีชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ส่วนใหญ่เข้าประเทศมาแบบไม่มีบัตรประชาชนไทย มีปัญหาหลากหลาย ไม่มีโครงการสร้างพื้นฐาน คนในพื้นที่นั้นเขาก็อยู่อย่างไม่มีความหวังและอนาคต ซึ่งสมเด็จย่าทรงเชื่อว่าไม่มีใครต้องการเป็นคนเลว เขาเป็นคนดีไม่ได้ในสถานการณ์เหล่านั้น พันธกิจของมูลนิธิคือ หวังให้เขาช่วยตัวเองได้ ทำให้เขาสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้
“คนก็เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้นการสร้างพลังให้แก่เขาทำให้เขามีความสามารถในการปรับตัวเคลื่อนตัวได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญแต่ต้องใช้เวลา เราได้เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วก็นำเอาวิธีการที่ใช้คนเป็นศูนย์กลางของพระองค์ท่านมาใช้ ในสิ่งที่เราเรียกว่า ”โมเดลสามเอส“ ซึ่งได้ทำโมเดลนี้ขึ้นมาก่อน สตีฟ จ็อบส์ บังเอิญเขาทำแล้วรวย แต่เราไม่ใช่”
ทั้งนี้แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ “การอยู่รอด” คนเหล่านี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามื้อหน้าเขาจะเอาอาหารที่ไหน เรื่องนี้สำคัญมากเหลือเกินเพราะต้องตอบสนองความต้องการทางปากให้เขาก่อน ก่อนจะพูดถึงเรื่องอื่นไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือศาสนา เราจะต้องมีชีวิตอยู่รอดก่อนเพื่อจะไปถึงส่วนนั้นได้ นี่คือสิ่งสำคัญ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร จึงต้องเริ่มจากชลประทาน เรื่องของน้ำ การปรับปรุงคุณภาพดิน ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี ตอนที่เริ่มโครงการดอยตุงเราจ้างคนปลูกฝิ่นให้มาปลูกป่าแทน จ่ายค่าจ้างให้รายวัน เหตุที่ต้องจ้างรายวัน เพราะเขาจะเชื่อต่อเมื่อเขาเห็นเงิน จากนั้นจึงค่อยหัดทักษะด้านทำการเกษตร การทำสวน ตัดดอกไม้ ที่สุดแล้วก็สนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการของตัวเอง
สำหรับเอสตัวที่สอง คือ “ความพอเพียง” จะเห็นว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น ตัวชี้วัดคือรายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถจ่ายคืนหนี้บางส่วนหรือทั้งหมดได้ ไม่รู้ว่าไต้หวัน บังกลาเทศเป็นอย่างไร แต่ประเทศไทยเรามีหนี้นอกระบบ ซึ่งมีการเก็บเงินเป็นรายเดือนดอกเบี้ย 20 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ถ้าคนเหล่านี้ไม่ต้องเสียเงินในส่วนนี้เขาสามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ เมื่อเริ่มมีเงินมากพอก็จะรู้แล้วว่าความสุขคืออะไร ในส่วนของความยั่งยืนเราใช้รูปแบบธุรกิจเพื่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน โดยการรวมตัวเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร หัตถกรรม การท่องเที่ยว ทำให้เกิดตราสินค้าดอยตุงขึ้นมา เราเป็นโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์แห่งแรกในประเทศไทยที่ช่วยเหลือทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรมากมาย นอกจากงานดีไซน์และคุณภาพภายใต้ความต้องการของการตลาด
ขณะที่เอสตัวที่สาม “ความยั่งยืน” ดอยตุงอยู่ในสภาวะผู้คนมีอิสระอย่างเต็มที่ มีเงินออมพอที่จะฟื้นตัวจากแรงสั่นสะเทือนจากภายนอกได้ ที่ตนเรียกว่าความยั่งยืน ซึ่งโมเดล 3 เอสนี้ สร้างทางเลือกให้แก่ประชาชนที่จะอยู่ในท้องถิ่นทำให้ลดปัญหาการทิ้งถิ่นเข้าเมืองใหญ่ ปัญหาการค้ามนุษย์หรือการขายบริการทางเพศด้วย



