
‘บิ๊กต๊อก’เชื่อปม‘ธัมมชโย’มีทางออก
‘บิ๊กต๊อก’เชื่อปม‘ธัมมชโย’มีทางออก ลั่นไม่มีใครหนีกระบวนการยุติธรรมได้ ผบ.ตร.ห่วงมือที่3ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย
เมื่อวันที่ 7มิ.ย.59 เวลา 14.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังประชุม ครม.ถึงความคืบหน้ากรณีปัญหาเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ หลังถูกออกหมายจับคดีรับของโจร ซึ่งล่าสุดบรรดาศิษยานุศิษย์ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว ดีเอสไอกำลังดำเนินการอยู่ ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการ ส่วนกรณีที่มีการขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนนั้น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะทุกคนต่างเฝ้ารอดูเรื่องนี้อยู่ เชื่อว่าเรื่องนี้จะมีข้อยุติ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาก็ไม่ควรไปกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งตนจะเข้าไป
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ดีเอสไอได้รายงานความคืบกับตนตลอด ขอให้ใจเย็นๆ และใครจะคิดอะไรก็ว่าไป ทุกคนอาจคิดว่าปัญหาจะไม่ยุติ แต่ผมเชื่อว่ามีทางออก ไม่มีใครหนีกระบวนการยุติธรรมไปได้ ซึ่งนายกฯเอง ก็ไม่ได้ห่วงสถานการณ์แต่อย่างใด ตนเองก็ไม่ได้ห่วงอะไรเชื่อว่า กฎหมายก็คือกฎหมาย
ผบ.ตร.ห่วงมือที่3ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย
เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการดำเนินการกับพระเทพญาณมหามุณี(พระธรรมชโย)เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาสมคบกันฟอกเงินและรับของโจรว่า มีการประชุมกับผู้เกี่ยวข้องเมื่อวัน 5 มิ.ย.ที่ผ่านมาร่วมกับหน่วยงานทหารและฝ่ายปกครองดำเนินการตั้งด่านตรวจร่วมความสงบเรียบร้อย เกรงว่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย เน้นด่วนตำรวจตรวจเข้มรัดกุม
"ที่ผ่านมามีการจัดกำลังตำรวจไปดูแลความสงบเรียบร้อยในวัดพระธรรมกาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนรายงานข่าวที่แจ้งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในวัดนั้น เรื่องนี้ผมไม่ทราบต้องถามแพทย์ที่ตรวจอาการพระธรรมชโยเอาเอง กองบัญชาการไหนเกี่ยวข้องในการดำเนินการส่วนใด มีมาตรการรองรับตามระบบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องสั่งการเพิ่มเติมอีก ทุกหน่วยรู้ดีว่า ต้องทำอย่างไร ส่วนกรณีที่ดีเอสไอขอกำลังพลในการสนับสนุนการดำเนินการจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็พร้อมสนับซึ่งผมจะเป็นคนอนุมัติเองว่า อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ " ผบ.ตร.กล่าวย้ำ
ธรรมกายวอนเสนอข่าวให้เกียรติธัมมชโย
พระมหานพพร ปุญญชโย (ป.ธ.9) ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ได้ออกมาตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนหลังจากที่เมื่อวานมีการประชุมที่วัดเขียนเขตโดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมในการประชุมนั้น ที่วัดพระธรรมกาย บริเวณสำนักสื่อสารองค์กร ยังคงมีสื่อมวลชนจากหลายสำนัก เข้ามาเฝ้าติดตามสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายกันเป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
ด้านพระมหานพพร ปุญญชโย(ป.ธ.9) ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า การที่ทางวัดพระธรรมกายไม่ได้ร่วมประชุมไม่ใช่ปัญหาของการเจรจาแต่อย่างใด ซึ่งวัดพระธรรมกายเองไม่ใช่หนึ่งในองค์คณะที่จะพูดคุยหรือการพิจารณา โดยการประชุมเป็นการที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตั้งขึ้นกับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเป็นคนกลางในการพูดคุยกับทางวัดพระธรรมกาย ทางวัดได้มีการประสานข้อมูลกันโดยตลอดในไม่ช้าก็เร็วต้องมีข้อยุติและยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่ายระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและวัดพระธรรมกาย ให้เป็นฝ่ายกฎหมายของวัดพระธรรกายได้หารือกับพระผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่บริหารวัดพระธรรมกาย ในขั้นตอนสุดท้ายหลวงพ่อพระธัมมชโย ก็ต้องรับทราบด้วยตัวท่านเอง
ทางวัดพระธรรมกายคาดว่าจะปรากฏข้อเท็จจริงมากขึ้นหลังจากที่มีการเจรจาครั้งที่สามในวันที่ 14 มิ.ย.ต่อไป ซึ่งทางสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายยังไม่เคยได้รับรายละเอียดอย่างเป็นทางการ จากการเจรจาที่ผ่านมานั้นทางวัดพระธรรมกายยังไม่ทราบข้อมูลทั้งหมด ได้แต่เพียงวิเคราะห์ข้อมูลจากทางสื่อมวลที่ได้เสนอข่าวเท่านั้น โดยท่าทีของวัดพระธรรมกายในขณะนี้คือรอรับฟังผลของการประชุมจากวงเจรจา โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ คือพระจะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ โดยพระต้องทำตามทั้งสองส่วนคือ กฎหมายบ้านเมือง และพระธรรมวินัย โดยยืนยันว่าทางวัดพระธรรมกายไม่มีการปลุกระดมให้พระอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง แต่ว่าพระแต่ละท่านก็ความคิดเห็นมีทัศนะของท่านเป็นเรื่องของบุคคลที่พระบางท่านจะมีความคิดเห็นติดตามสถานการและได้แสดงออกของพระเดชพระคุณหลายรูปที่ประกฎตามสื่อออกมา
ส่วนการตรวจอาการอาพาธของหลวงพ่อพระธัมมชโย คงต้องมีการระบุเป็นเอกสารที่ชัดเจนจากทางแพทย์สภามาก่อน ขณะนี้อยู่ในระหว่างคณะแพทย์จากแพทย์สภาพูดคุยกับแพทย์ที่ดูแลประจำตัวหลวงพ่อพระธัมมชโย เมื่อมีความชัดเจนแล้วแพทย์สภาคงจะมีการประสานงานมาด้วยเอกสารอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการแนบคำยินยอมให้ตรวจอาการของหลวงพ่อธัมมชโยมาด้วย
ทั้งนี้ ขอให้สื่อมวลชนที่ได้นำเสนอข่าวพระธัมมชโย ให้ใส่พระหรือหลวงพ่อไปด้วย เนื่องจากหลายสำนักข่าวนำเสนอเพียง ธัมมชโย เท่านั้น ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยนั้นขณะนี้ก็ยังคงเป็นพระอยู่ อยากให้เกียรติท่านด้วย พร้อมกันนี้มีพระภิกษุ จำนวน 350 รูปจากภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคเหนือ 15 จังหวัด ได้เดินทางมาให้กำลังใจหลวงพ่อพระธัมมชโย ที่ห้องแก้วสารพัดนึก สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ส่วนอีกมุมหนึ่งขณะที่กำลังแถลงข่าว ได้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอาทิตย์ทรงกรด และเมื่อวานนี้ ก็มีเกิดขึ้นและเกิดในเวลาเดียวกันอีกรอบ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ เหมือนมีนิมิตหมายที่ดี
ศิษย์ธรรมกายหวั่นมีขบวนการยุยง
เมื่อเวลา 15.00 น. นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้แถลงข่าวกำลังมีขบวนการเพื่อพยามยุยงให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธหรือไม่ จากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหลายแขนง โดยมีสื่อมวลชนให้ความสนใจเกาะติดสถานการณ์วัดพระธรรมกายอย่างใกล้ชิด ที่ห้อง Studio สถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลวงหลวง จ.ปทุมธานี
นายองอาจ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ในวันที่ 5 มิถุนายน 2559 ได้น บทสัมภาษณ์พิเศษของพระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม)ในหัวข้อ พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง และส่งทหารปิดล้อม โดยทางคณะศิษย์ฯ เกรงว่า ท่านอาจจะได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจผิด สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)วัดพระธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งข้อมูลบางส่วน ได้ไปพาดพิงและอาจเกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความแตกแยกของหมู่มวลชาวพุทธอีกด้วย โดยวัดพระธรรมกาย ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่มาปฏิบัติธรรม จะมีบทบาทผู้นำทางการเมือง หรือผู้สนใจการเมืองฝ่ายไหนมาก่อนก็ตาม เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายก็สามารถปฏิบัติธรรมรวมกันได้ตามหลัก สงบ สันติ อหิงสา โดยไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่วัดพระธรรมกาย
พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนฉบับหนึ่ง พยายามสร้างข่าวว่า วัดพระธรรมกายเป็นรัฐอิสระเป็นรัฐซ้อนรัฐ ที่ไม่มีใครแตะต้องได้นั้น คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การสร้างข่าวใส่ร้ายว่า วัดพระธรรมกาย เป็นรัฐอิสระนั้น อาจมีเจตนาเพื่อจะให้รัฐบาลและประชาชนเข้าใจผิดว่าประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย เป็นผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน เป็นกบฏอาญาแผ่นดิน ถือว่าเป็นการใส่ร้ายอย่างรุนแรง ถือเป็นการผิดจริยธรรม ของความเป็นสื่อมวลชน
และยังได้กล่าวชี้แจงข้อแท้จริงกรณีภาพพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) สืบเนื่องจากการแถลงข่าวในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 คณะศิษยานุศิษย์ฯ ได้นำภาพ หลวงพ่อธัมมชโย ขณะเข้ารับการรักษาอาการอาพาธในปี พ.ศ.2542 มาใช้ประกอบการแถลงข่าวเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วถูกแพทย์บางคนจับผิดว่า มีการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่ถูกต้องตามลักษณะการใช้งาน จึงใช้สื่อสังคมออนไลน์กระจายข่าวโจมตี หลวงพ่อธัมมชโย และแพทย์ที่ทำการรักษา ว่าจัดฉากหลอกลวงเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาพาธ
คณะศิษย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า หลวงพ่อธัมมชโย มีอาการอาพาธจริง และขอเรียกร้องให้ทุกท่านที่กล่าวหาว่ามีการจัดฉาก แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลบข้อความของท่านออกให้หมด พร้อมทั้งออกมาขอโทษต่อหลวงพ่อธัมมชโย และแพทย์ผู้ทำการรักษา พร้อมทั้งขอความกรุณาให้ตรวจสอ ความจริงอย่างละเอียดก่อนวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เพราะการกล่าวหาโดยไม่วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และการดูถูก เกลียดชังต่อวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโย และแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์และประชาชนทั่วไป
กรณีข้อความเท็จผ่านทวิตเตอร์ของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล มีใจความสำคัญว่า “วัดพระธรรมกายมีลักษณะเป็นนิกายต่างหากสำหรับศาสนาพุทธ ในประเทศไทย ย่อมมีเสรีภาพที่จะกำหนดลัทธิความเชื่อของตนที่ต่างไปจากนิกายเถรวาทของไทยได้ มีความจำเป็นแล้วที่ คสช. จะต้องแก้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้นิยามคำว่า คณะสงฆ์ เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุตินิกายธรรมกาย ฯลฯ ใหม่ให้ชัดเจน...”
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงขอชี้แจงว่า วัดพระธรรมกายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เถรวาท สังกัดมหานิกาย ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม การโพสต์ข้อความดังกล่าวของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ว่าด้วยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำดังกล่า ถือเป็นการใส่ร้ายวัดพระธรรมกาย สร้างความเสียหายให้แก่วัดพระธรรมกาย และกระทบต่อจิตใจคณะศิษย์ฯ เป็นอย่างมาก



