
ภาดาท์ วรกานนท์สาวอสังหา หัวใจสีเขียว
ภาดาท์ วรกานนท์ สาวอสังหา หัวใจสีเขียว : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ ภาพ--สุกล เกิดในมงคล
“โลกร้อน” ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะปีนี้ทุกคนสัมผัสได้อย่างอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน จนเป็นสาเหตุให้หลายพื้นที่เข้าขั้นวิกฤติภัยแล้ง นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายหน่วยงานหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมกันจริงจังขึ้น รวมไปถึงโครงการอสังหาต่างๆ ก็ไม่ละเลยเรื่องนี้เช่นกัน ที่ตระหนักและให้ความสำคัญจนกลายเป็นจุดขาย ทั้งยังได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ก็อย่างโครงการที่อยู่อาศัยของ เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ประหยัดพลังงานรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การดูแลของนักธุรกิจสาวหัวใจสีเขียว “วัน” ภาดาท์ วรกานนท์
ในวันที่มีโอกาสทำความรู้จักบอสสาววัย 39 ปีที่คอนโดหรู เซอร์เคิล ลิฟวิ่ง โปรโตไทป์ ถนนเพชรบุรีีตัดใหม่ เธอล่าให้ฟังว่า ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผุดขึ้นมาในสมองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 1 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างที่เรียนชอบด้านสิ่งแวดล้อมมาก บวกกับตอนนั้นกรุงเทพมหานครเริ่มแออัด ปริมาณขยะเยอะขึ้น น้ำในแม่น้ำลำคลองเริ่มดำและเน่าเสีย จึงคิดอยากจะเปลี่ยนแปลง กทม.ให้กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้น
“พอเรียนจบเข้าไปทำงานที่สภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ช่วยดูโปรเจกท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอได้ทำงานด้านนี้ก็ชอบมาก คิดว่าอยากจะมีความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอีก เพราะรู้สึกว่าคนไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อมน้อยมาก และไม่เคยเห็นบุคลากรที่เรียนด้านนี้โดยตรง เลยมองหาดูว่าในเมืองไทยมีที่สอนด้านนี้ได้บ้าง พอเห็นว่าที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มีเรียนด้านนี้เป็นคณะเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม จึงเข้าไปเรียนปริญญาโทที่นั่น แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ จึงพยายามหาดูเพิ่มเติมว่ามหาวิทยาลัยไหนในโลกที่ดีที่สุดด้านนี้ ก็ไปเจอมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกามีคณะสิ่งแวดล้อมที่ก่อตั้งมานานกว่า 300 ปี เลยตัดสินใจไปเรียนต่อที่นั่นอีกเป็นปริญญาโทใบที่สอง” สาวสวยมากความสามารถย้อนเล่า
แต่เมื่อเรียนจบกลับมา เจ้าของปริญญาโทถึง 2 ใบกลับต้องพบกับความผิดหวัง เพราะในเมืองไทยยังไม่พร้อมกับอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้หญิงเพราะงานด้านนี้ส่วนใหญ่ต้องการคนที่เรียนจบตรงสายคือวิศวกรสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทำเอาสาวหัวใจสีเขียวเริ่มถอดใจถึงขั้นพักงานด้านนี้ไปชั่วคราว แล้วหันไปทำงานด้านการตลาดในหลายบริษัท โดยมองเป็นงานที่สนุกและเป็นอะไรที่ใกล้ตัว ทว่าเธอยังคงไม่ละทิ้งความชอบเดิมๆ กระทั่งมีโอกาสรู้จักกับ เจมส์ ดูอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่ชวนมาทำงานการตลาด ก่อนจะต่อยอดไปถึงงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เธอมีความชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“โดยส่วนตัววันมองว่าคุณเจมส์เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ ในการทำนวัตกรรมคอนโด รวมไปถึงเขาให้ความสำคัญสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประหยัดพลังงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เลยคิดว่าถ้าเข้ามาทำงานที่นี่คงจะได้ใช้ความรู้ที่เราได้ร่ำเรียนมาบ้าง หรืออาจจะได้แชร์ไอเดียในสิ่งที่เราคิดอยากจะทำก่อนหน้านี้ ก็เลยตัดสินใจเข้ามาช่วยดูด้านมาร์เก็ตติ้งในตอนแรก พอตอนหลังมาช่วยดูเรื่องแบรนดิ้ง สร้างภาพลักษณ์” สาวสวยอารมณ์ดีบอกอย่างนั้น
ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ “วัน” ภาดาท์ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ซึ่งเธอยืดอกยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ยิ่งทำงานนานขึ้นก็ยิ่งรักที่นี่มากขึ้น เพราะรู้สึกได้ว่าที่นี่คิดดีทำดีเพื่อสังคมจริงๆ
"แน่นอนหลักการการทำธุรกิจมันต้องมีกำไรด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็อยากตอบแทนสังคมเหมือนกัน เราสร้างคอนโดเพราะฉะนั้นโปรดักส์ทุกอย่างที่คิด เราพยายามนึกถึงลูกบ้านในระยะยาว ซึ่งนั่นเป็นนโยบายของบริษัท และเป็นดีเอ็นเอของพนักงานทุกคนในบริษัทที่อยากจะทำแบบนี้ และมันก็ตรงกับที่วันอยากทำตั้งแต่แรก พอยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกดีว่าอย่างน้อยถึงเราจะเป็นแค่บริษัทเล็กๆ เป็นจุดเล็กๆ ในสังคมแต่เราได้เริ่มทำแล้ว และในวันหน้าบริษัทอื่นๆ เขาทำตามมันก็จะดีต่อสังคมโดยรวม อีกอย่างคือต้นทุนของการใช้วัสดุจะถูกลงด้วยถ้ามีคนนิยมใช้กันแพร่หลายมากขึ้น ตอนนี้เราต้องยอมรับว่าคนยังใช้น้อยวัสดุก็จะแพง แต่ก็รู้สึกว่ายินดีว่ากำไรน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสิ่งที่เราอยากทำ" ผู้บริหารสาวบอกถึงแนวคิด
แรกเริ่มเดิมทีโครงการของเฟรเกรนท์ เริ่มตั้งแต่ปี 2003-2004 แต่ขณะนั้นยังไม่ตกผลึกว่าเราจะทำไปในทิศทางไหน จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างไร จนมาค้นพบแนวคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการเซอร์เคิล ลิฟวิ่ง โปรโตไทป์ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นนโยบายที่ชัดเจนและเป็นหนทางที่บริษัทตั้งใจจะเดินไปทางนี้อย่างจริงจัง
“เราเป็นแบรนด์น้องใหม่ในด้านอสังหา ซึ่งทุกที่มีคนอื่นจับจองกันหมดแล้วว่าใครโดดเด่นด้านอะไร แต่ด้านสิ่งแวดล้อมน่าจะทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจะทำให้เรามีที่ยืนในวงการนี้ นั่นจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราอยากมาแนวนี้ ถึงแม้มันจะไม่ได้ถึงขั้นทำให้โลกนี้เเปลี่ยนหรือประเทศไทยเปลี่ยนไป เราทำแค่ตึกเล็กๆ แต่ว่าถ้าเราค่อยๆ ทำไปทีละตึก มันก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และเราก็ภูมิใจกับมัน” สาวรักษ์สิ่งแวดล้อมเผยความคิด
พร้อมทั้งเล่าต่อว่าตึกนี้เป็นอาคารที่พักอาศัยขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลจากกระทรวงพลังงานที่สามารถประหยัดพลังงานภายในอาคารได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นโครงการต้นแบบที่รวบรวมนวัตกรรมประหยุดพลังงานมาไว้มากมาย อาทิ มีแผงโซลาร์เซลล์อยู่ด้านบนของตึก โดยรอบตึกนี้ใช้กระจกสองชั้นเพื่อช่วยลดพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะแผ่เข้ามาภายในตึกน้อยลง เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์แผ่เข้ามาน้อยลงทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ที่ต้องเปลืองไฟมากๆ ระยะยาวลูกบ้านสามารถประหยัดค่าไฟได้ในระดับหนึ่ง คนที่อยู่คอนโดทุกคนต้องซื้อน้ำดื่มอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่บริษัทอยากช่วยลดปริมาณขวดพลาสติก และลูกบ้านก็ไม่ต้องเหนื่อยในการแบกน้ำขึ้นตึก จึงมีการผลิตเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน ลูกบ้านสามารถเปิดน้ำจากก๊อกดื่มได้เลย ปกติคอมเพรสเซอร์แอร์จะปล่อยความร้อนออกมาสู่บรรยากาศซึ่งจะร้อนมากๆ บริษัทจึงไปเสาะหานวัตกรรมว่ามีอะไรที่จะช่วยได้บ้าง ก็ไปเจอว่าปริมาณความร้อนที่ออกมาจากคอมเพรสเซอร์สามารถเก็บมารีฮีทเครื่องทำน้ำอุ่นได้ พูดง่ายๆ คือถ้าคืนนี้ลูกบ้านนอนเปิดแอร์พรุ่งนี้เช้าจะได้อาบน้ำอุ่นฟรี ในระยะยาวก็จะประหยัดค่าไฟไปได้อีก เพราะเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟค่อนข้างมาก หลอดไฟในตึกเป็นแอลอีดีทั้งหมด เป็นต้น แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหานวัตกรรมต่างๆ มาใช้ ทีมงานเราต้องบินไปหลายประเทศเพื่อศึกษาว่าประเทศอื่นเขามีอะไรกันที่ใช้แล้วมันเวิร์กบ้าง ซึ่งนั่นต้องเหมาะสมกับบ้านเราด้วย
“ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เหล่านี้เป็นจุดขายที่เราพยายามนำเสนอ เราอยากให้เขาเห็นความสำคัญที่เราพยายามใส่สิ่งเหล่านี้เข้ามาด้วยแพชชั่นที่แรงกล้ามาก อยากให้เขารู้สึกว่าซื้อที่นี่ไม่ใช่แค่ว่าสวยอย่างเดียว แต่ได้นวัตกรรมที่มันจะช่วยให้ชีวิตคุณในระยะยาวมันดี อยากให้เขาร่วมภูมิใจไปกับเรา
เมื่อก่อนหลายคนมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งไกลตัว กว่าจะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจต้องใช้เวลานานราว 2-3 ชั่วโมง แต่เดี๋ยวนี้คนเข้าใจและให้ความสำคัญมากขึ้น อธิบายแค่ 20 นาทีก็เข้าใจและเหมือนอินไปกับเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ควรทำ โดยเฉพาะชาวต่างชาติเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เราเลยขายต่างชาติได้ง่ายกว่าลูกค้าคนไทยมาก อย่างปีนี้เห็นได้ชัดมากว่าโลกร้อนผิดปกดิ เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังแล้ว" บอสสาวอธิบาย
เมื่อโครงการต้นแบบเสร็จสมบูรณ์พร้อมตกผลึกแนวทางเดินหน้าธุรกิจ โครงการอื่นๆ จึงตามมาเป็นระลอก ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีโครงการคอนโดระดับ 6 ดาวบริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ติดสถานีบีทีเอสทองหล่อ แต่ระหว่างรอการพัฒนาแบบโครงการอีกประมาณ 3 เดือนนี้ ผู้บริหารคนเก่งมีแนวคิดที่จะคืนความสุขให้คนในย่านนั้นและบริเวณใกล้เคียง ด้วยการเปิดสวนอันร่มรื่นใจกลาง กทม.เป็นแหล่งแฮงเอาท์สีเขียว ให้คนเมืองหลวงได้ช็อปปิ้งและชิมอาหารอร่อยๆ ท่ามกลางธรรมชาติในชื่อ “เฟรเกรนท์ พาร์ค”
“โครงการพื้นที่สุขุมวิท 36 เราซื้อพื้นที่มาเพื่อสร้างคอนโดแต่ระหว่างนี้ที่เรายังไม่ได้ใช้พื้นที่ ระหว่างที่กำลังพัฒนาแบบวันก็มองว่าพื้นที่ตรงนั้นอยู่ใจกลางเมือง เป็นพื้นที่ร่มรื่นมากมีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก คิดว่าระหว่างที่เรายังไม่ได้ใช้พื้นที่เราเอาพื้นที่มาสร้างความสุขให้คนดีกว่า คุยกันว่าอยากทำตลาด เลยหาทีมมืออาชีพในการจัดตลาดเข้ามาทำ ให้คอนเซ็ปต์ว่าอยากให้สะท้อนความเป็นเฟรเกรนท์ ในแง่ที่เราเน้นเรื่องอีโคอินโนเวทีฟ ลิฟวิ่ง เลยให้โจทย์ว่าอยากให้ตลาดนี้เป็นเหมือนสวนใจกลางกรุงที่ให้ความร่มรื่น ให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจเข้ามาแล้วเป็นอีกโลกหนึ่ง เข้ามาเจอต้นไม้ใหญ่มีกองฟางให้นั่งเล่นมีกิจกรรมมีอาหารอร่อย ฟังเพลงเพราะๆ เปิดเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่งเปิดเมื่อกลางเดือนที่แล้ว คนมากันเยอะมากๆ” สาวสวยมีสไตล์เล่าอย่างออกรส พร้อมเน้นย้ำว่า หลังจากแบบโครงการแล้วเสร็จ พื้นที่บริเวณนี้จะกลายเป็นคอนโดเต็มรูปแบบ แต่จะพยายามเก็บต้นไม้ไว้ให้ได้ เพราะกว่าต้นไม้จะโตมาขนาดนี้ใช้เวลานานมาก ส่วนตลาดอาจมีโอกาสกลับมาอีก เพราะพื้นที่ด้านหน้าโครงการจะเป็นสวนขนาดใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงคืนความสุขให้คนเมืองอีกครั้งในอนาคต



