ข่าว

ปล้นเอทีเอ็มญี่ปุ่นสะเทือนแบงก์ทั่วโลก

ปล้นเอทีเอ็มญี่ปุ่นสะเทือนแบงก์ทั่วโลก

04 มิ.ย. 2559

ธนาคารทั่วโลกสะเทือน! ญี่ปุ่นถูกโจรกรรมเงินจากตู้เอทีเอ็ม 1,400 แห่งทั่วประเทศ ไม่กี่ร้อยนาทีเชิดเงินไปกว่า 455 ล้านบาท

 
       ทุกวันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออก สิ่งที่ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่มีผู้จินตนาการเขียนบทแล้วนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์กลับเกิดขึ้นจริงๆ ในโลกใบนี้ เช่นกรณีการ “โจรกรรม” เงินจากตู้เอทีเอ็ม 1,400 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้เวลาไม่กี่ร้อยนาที ก็เชิดเงินไปได้กว่า 1,400 ล้านเยน (ประมาณ 455 ล้านบาท) 
 
       เหตุที่เกิดขึ้นทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง โอเชียนส์ เธอร์ทีน (Ocean 13) ที่เทบทเด่นของกลุ่มอาชญากรมืออาชีพที่มีความถนัดไปคนละด้านแล้วมาร่วมมือกัน “โกง” กาสิโนแห่งหนึ่งในลาสเวกัส เพื่อแก้แค้นให้แก่สมาชิกของกลุ่มที่ถูกเจ้าของกาสิโนแห่งนี้โกงโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนในกิจการโรงแรมและกาสิโนแห่งนี้
 
       ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลุ่มอาชญากรมืออาชีพลงทุนแฝงตัวในโรงงานผลิตลูกเต๋า จนถึงซื้อเครื่องขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่เพื่อสร้างแผ่นดินไหวปลอมๆ ขึ้นมาหลอกระบบรักษาความปลอดภัยของกาสิโน โดยมีวัตถุประสงค์เดียว นั่นคือ “โกง” กาสิโนด้วยเหล่านักพนันใจบริสุทธิ์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มมืออาชีพกลุ่มนี้เลย
 
       ฉันใดก็ฉันนั้น การปล้นตู้เอทีเอ็มในญี่ปุ่นครั้งนี้ ก็มีลักษณะที่คล้ายกัน ตำรวจญี่ปุ่นประเมินว่าในการณ์นี้ แก๊งปล้นเอทีเอ็มน่าจะเป็นแก๊งข้ามชาติ มีสมาชิกราว 100 คน ทุกคนลงมือพร้อมๆ กันในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีเครื่องมือสำคัญคือบัตรเครดิตปลอม 1,600 ใบ ของธนาคารสแตนดาร์ด แบงก์ ในแอฟริกาใต้
 
ปล้นเอทีเอ็มญี่ปุ่นสะเทือนแบงก์ทั่วโลก
 
       ตำรวจแดนอาทิตย์อุทัยระบุว่า แก๊งอาชญากรกลุ่มนี้ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงในการลงมือกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ เน้นไปที่ตู้เอทีเอ็มในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น กรุงโตเกียว และ เมืองใหญ่อย่างโอซากาเป็นหลัก แต่ตำรวจก็ยังมึนกับวิธีฉ้อฉลของแก๊งนี้ที่สามารถเอาชนะเงื่อนไขการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในญี่ปุ่นที่มีการจำกัดวงเงินให้ผู้ใช้แต่ละรายกดเงินสดได้ไม่เกินวันละ 1 แสนเยน (ประมาณ 31,850 บาท)
 
       สิ่งบ่งชี้ที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีการวางแผนปล้นมาอย่างดีโดยกลุ่มมืออาชีพ นั่นคือแก๊งนี้เลือกลงมือในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปิดทำการ ทำให้มีเวลาที่จะลงมือได้อย่างสบายๆ ก่อนจะหลบหนีลอยนวลไปยังต่างประเทศ ก่อนที่ระบบของธนาคารจะตื่นตัวแจ้งไปยังหน่วยงานตำรวจและตรวจคนเข้าเมืองเพื่อสกัดกั้นสมาชิกแก๊งได้ทัน
 
       ขณะที่สแตนดาร์ด แบงก์ ในฐานะเจ้าของบัตรเครดิตที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาและถูกใช้ในปฏิบัติการปล้นเอทีเอ็มในญี่ปุ่น ประเมินความเสียหายของธนาคารอยู่ที่ 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังยืนยันด้วยว่าแก๊งนี้มีวิธีการที่ซับซ้อน และมีการประสานงานกันอย่างดี
 
       แต่ในที่สุดเรื่องราวก็เริ่มจะกระจ่างขึ้นมา เมื่อตำรวจแดนอาทิตย์อุทัย แสดงฝีมือสอบสวนจนเข้าจับกุมผู้ร่วมปฏิบัติการปล้นเอทีเอ็มได้แล้ว 2 คน ทั้งสองเป็นชายชาวญี่ปุ่น ชื่อนายทัตสุโอะ นาคาโซโนะ และ นายคัทสึยะ ซาฮาชิ วัย 28 ปีทั้งคู่ โดยตำรวจจังหวัดไอจิ แจ้งข้อกล่าวหาว่าทั้งสองใช้บัตรเครดิตปลอมกดเงินสดออกจากตู้เอทีเอ็มในร้านสะดวกซื้อ 2 แห่งเมื่อวันที่ หรือประมาณวันที่ 15 พฤษภาคม ได้เงินออกมา 1.2 ล้านเยน 
 
       ตำรวจระบุว่าผู้ต้องหาทั้งสองใช้บัตรเครดิตปลอมกดเงินสดจำนวน 12 ครั้ง และขโมยเงินดังกล่าวไปจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ซึ่งสื่อมวลชนที่ทำข่าวสืบสวน ก็เสาะแสวงหาความจริงจากแหล่งข่าวที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อได้ความว่าชายชาวญี่ปุ่นทั้งสอง มีหน้าที่การงานเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานเท่านั้น 
ด้านสำนักข่าวเกียวโด นิวส์ ระบุว่า การจับกุมชายทั้งสองเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายขอบเขตการสืบสวนจับกุมสมาชิกแก๊งอาชญากรชั้นเซียนกลุ่มนี้ และมีอินเตอร์โปล หรือ หน่วยตำรวจสากล ให้ความช่วยเหลือในการไล่ล่าสมาชิกแก๊งที่ยังลอยนวลในต่างประเทศ
 
ปล้นเอทีเอ็มญี่ปุ่นสะเทือนแบงก์ทั่วโลก
 
       จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ ทำให้ธนาคารเจ้าของตู้เอทีเอ็มและบัตรเครดิตที่ใช้ในการปล้น เสียหายไปราว 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาแล้ว 
 
       ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และบัตรชนิดต่างๆ ในการทำธุรกรรมกับธนาคารผ่านตู้เอทีเอ็มเป็นอย่างดี 
 
       แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.สตีเฟ่น เมอร์ดอค นักวิจัยด้านความปลอดภัยแห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความผิดพลาดของธนาคารในญี่ปุ่นและในแอฟริกาใต้ ที่ทำให้ลูกค้าตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกปลอมแปลงบัตรเครดิต และทำให้ลูกค้าธนาคารไม่มีทางปกป้องตัวเอง ก็ต้องดูกันไปว่าบัตรเอทีเอ็มแบบ “ชิพ” ที่จะออกมาใหม่ในประเทศไทยนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ใช้งานในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใดเช่นกัน