
วัดหลวงตาบัวฉาวไกลชาวโลกประณามทารุณเสือ
วัดหลวงตาบัวฉาวไกลชาวโลกประณามทารุณเสือ
ปฏิบัติการย้ายเสือจากวัดป่าหลวงตาบัว ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้รับการชื่นชมจากกองทุนสัตว์ป่าโลกว่า เป็นการทำหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าได้อย่างเฉียบขาด แต่เชื่อว่ายังมีสัตว์ถูกกักขังและทารุนแบบนี้อีกหลายแห่งที่ทางการไทยควรสืบหาและแก้ไข ขณะที่ผลจากการตรวจพบซากลูกเสือโคร่งจำนวนมาก ได้ปลุกให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศออกมาประนามและขุดคุ้ยพฤติกรรมการนำสัตว์ป่ามาเป็นเครื่องมือหาเงินจากนักท่องเที่ยวของวัดแห่งนี้
2 มิ.ย. สื่อต่างประเทศรายงานข่าวการพบซากลูกเสือในวัดป่าหลวงตาบัวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่วันแรก ภาพซากลูกเสือในวัดแห่งนี้ถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง และจำนวนมากรู้สึกช็อคอีกครั้งในวันต่อมาเมื่อมีข่าวการจับพระที่หลบหนีพร้อมกับหนังเสือยิ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ในเชิงลบต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก
ในทุกโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ประณามความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในวัดแห่งนี้
บางคนประนามทางการไทยที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาอย่างยาวนาน รวมถึงตำหนินักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพร่วมกับสัตว์สงวน ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและรายได้ให้กับวัดที่มีการกระทำรุนแรงต่อสัตว์ และมีเสียงเรียกร้องต้องการให้ทางการไทยสอบสวนเปิดเผยความจริงและหาผู้กระทำผิดทั้งหมด
มีผู้เขียนวิจารณ์ต่อข่าวการพบซากเสือในวัดแห่งนี้ในเว็บไซต์อินดีเพนเด้นท์ดอทซีโอดอทยูเค ด้วยว่า ศาสนาพุทธในประเทศไทยกลายเป็นการค้าไปแล้ว และเชื่อมโยงไปถึงการสอบสวนพระที่ร่ำรวยในประเทศไทย ทั้งยังตำหนิทางการไทยที่ปล่อยให้วัดของพระรูปนี้ดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างยาวนาน ทำให้ฐานกำลังของวัดแห่งนี้เพิ่มขึ้นตามฐานะที่ร่ำรวย
เช่นเดียวกับชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่าจอห์น ริชมอนด์ ที่เคยเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และ ได้แสดงความเห็นไว้ในเฟซบุ๊กของเดอะ การ์เดี้ยน ว่าตนเองเคยเข้ามาเยี่ยมชมวัดป่าหลวงตาบัวเมื่อปี 2552 และเข้าใจว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกกฏหมาย แต่พอมาถึงก็พบว่าเสือถูกเลี้ยงอย่างเลวร้าย ทำให้ตนเองรู้สึกแย่ที่มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นการเอาเปรียบสัตว์
เราจำเป็นต้องให้ความรู้คนรุ่นใหม่และคนเดินทางเพื่อตัดน้ำเลี้ยงของธุรกิจเหล่านี้ อีกทั้งการขี่ช้างก็เป็นอีกแหล่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ไม่คำนึงถึงการปฏิบัติที่ดีต่อช้าง ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตกเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ให้การสนับสนุนธุรกิจทรมานสัตว์
นอกจากนั้น ในทวิตเตอร์ แฮชแทก#TigerTemple กลายเป็นคำค้นยอดนิยมในทวิตเตอร์ในช่วงวันพุธ (1 มิย.)
กองทุนสัตว์ป่าโลก ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ ชื่นชมกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) ที่ปฏิบัติการอย่างเฉียบขาดเพื่อเคลื่อนย้ายเสือออกจาก วัดเสือ อย่างถาวร และนอกจากวัดเสือแล้ว ยังควรสืบหาสถานที่อื่นที่กักขังเสือเพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสือจะไม่ตกเป็นเหยื่อการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายและการทารุณกรรม หากพบสถานที่ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยสัตว์ป่าภายในประเทศและระหว่างประเทศ จะต้องถูกห้ามมิให้มีการครอบครอง เป็นเจ้าของ และเพาะพันธุ์เสือ
“รายงานวัดเสือ” จาก Cee4life ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ชาวออสเตรเลียที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคมของปีนี้ ประกอบด้วยข้อกล่าวหาที่น่าสะเทือนใจว่าวัดเสือทำการค้าสัตว์ป่าผ่านประเทศลาว อันเป็นการฝ่าฝืนทั้งระเบียบไซเตส (CITES: อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) และกฎหมายไทย ทั้งนี้ตามความแห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ได้บัญญัติไว้ว่าการนำเข้าและส่งออกเสือและซากเสือเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย และมีโทษสูงสุดคือจำคุก 4 ปี และ/หรือ ปรับ 40,000 บาท
รายงานนี้เป็นเครื่องตอกย้ำข้อสงสัยที่มีมานานว่าวัดเสือที่มีเบื้องหน้าราวกับเป็นสถานที่คุ้มภัยสำหรับเสือ ได้ลักลอบ ทำฟาร์มเสือรวมถึงจำหน่ายเสือและชิ้นส่วนของเสือให้แก่ตลาดมืดเพื่อผลกำไรมหาศาลไปในขณะเดียวกัน วัดแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์ หรือไม่มีแม้แต่ใบอนุญาตให้ขังเสือเหล่านี้ไว้ในกรง ขณะที่รัฐบาลไทยยังคงวางเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ห้ามการเพาะพันธุ์เสือในกรงขังและอนุญาตให้เสือใกล้ชิดสัมผัสกับประชาชน และจำนวนเสือได้เพิ่มขึ้นจาก 18 ตัวในปี พ.ศ.2550 เป็น 147 ตัวในปี พ.ศ.2559 และการจ่ายเงินเพื่อได้ใกล้ชิดสัมผัสประชาชนก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ การปิดวัดเสือและสถานที่ในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้จึงน่าจะยุติการค้าอย่างผิดกฎหมาย, การทุจริต และการกระทำทารุณได้ และทำให้ อส. สามารถทุ่มเทความพยายามของ อส. ไปที่การเพิ่มจำนวนเสือป่าในประเทศ
จากข้อมูลของ อส. ระบุว่าประเทศไทยมีเสือที่ถูกขังกรงประมาณ 1200-1300 ตัว ในที่ต่างๆ อย่างน้อย 33 แห่ง การจับเสือไว้ในกรงขังสร้างความเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้นำการอนุรักษ์เสือมาเป็นเวลานานหลายปี ทั้งยังเป็นการบั่นทอนความพยายามปกป้องและอนุรักษ์เสือในป่าของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการยกระดับพันธกรณีโดยใช้ “แผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง 2553-2565” และยังแสดงให้เห็นว่าได้ดำเนินการและปฏิบัติตามภาระผูกพันภายใต้มติที่ประชุมไซเตส ที่ประชุมยังขอให้ประเทศต่างๆ ทบทวนวิธีบริหารจัดการของประเทศและควบคุมเสือที่ถูกจับขังในกรง และป้องกันมิให้เสือถูกค้าอย่างผิดกฎหมาย
นอกจากนี้เรายังสนับสนุนให้ อส. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสือได้รับการเคลื่อนย้ายและดูแลอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานที่ที่ปลอดภัย มีใบอนุญาต ซึ่งเสือจะไม่ถูกทารุณกรรมหรือไม่ตกเป็นเหยื่อการค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย



