ข่าว

‘ธรรมกาย’นำรั้วลวดหนามออกติดแผ่นเมทัลชีทแทน

‘ธรรมกาย’นำรั้วลวดหนามออกติดแผ่นเมทัลชีทแทน

02 มิ.ย. 2559

‘ธรรมกาย’นำรั้วลวดหนามออก นำแผ่นเมทัลชีทมาติดแทนเสริมความสูง โฆษกเรียกร้องดีเอสไอทำสำนวนใหม่โปร่งใสเป็นธรรม แพทยสภาจัดทีมแพทย์เป็นกลางขั้นต่ำ7คนตรวจ‘ธัมมชโย’

             2มิ.ย.2559 คนงานนำรั้วลวดหนามออกจากบริเวณกำแพงรอบอาคาร100 ปีคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี โดยมีการนำแผ่นเมทัลชีท มาติดแทนเพื่อเสริมแนวกำแพงให้สูงขึ้น ที่บริเวณระตู 5


โฆษกธรรมกายเรียกร้องให้DSIทำสำนวนใหม่ให้โปร่งใสเป็นธรรม

             เมื่อเวลา15.00น. นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เตรียมแถลงท่าทีหลังDSIยื่นข้อเสนอจะมารับทราบข้อกล่าวหาที่วัดโดยนำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจอาการหลวงพ่อธัมมชโย ที่ ห้องStudioสถานีวิทยุโทรทัศน์DMCอาคารสำนักสื่อDMCวัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองสาม จ.ปทุมธานี

             ด้านนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ตามที่พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจอาการของพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) หากยืนยันว่าอาพาธจริง ก็ยินดีเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกายนั้น โดยคณะศิษยานุศิษย์ขอเรียนชี้แจงดังนี้

             1. หากทางดีเอสไอมีท่าทีอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น เรื่องก็คงจบไปนานแล้ว แต่ขณะนี้การแสดงออกของดีเอสไอที่ผ่านมาทำให้คณะศิษยานุศิษย์ไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของดีเอสไอ

             2. ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ทางวัดจะมีหนังสือไปถึงดีเอสไอแจ้งว่าหลวงพ่อธัมมชโยอาพาธโดยมีใบรับรองแพทย์ยืนยันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 3 ท่าน และแพทย์ผู้ตรวจก็ได้เดินทางไปรอให้ข้อมูลรายละเอียดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่พนักงานสอบสวนก็ไม่ยอมให้คณะแพทย์เข้าไปให้รายละเอียดต่อที่ประชุมพนักงานสอบสวน แม้ทางวัดขอให้ส่งแพทย์จากหน่วยงานกลางมาตรวจอาการพระเทพญาณมหามุนีที่วัด แต่ทางดีเอสไอก็ปฏิเสธและไปยื่นขอหมายจับที่ศาลทันทีถึง 2 ครั้ง

             3. มีการออกข่าวว่าใบรับรองแพทย์ของพระเทพญาณมหามุนีเป็นเท็จ แม้ภายหลังทางแพทยสภาจะออกมายืนยันว่าเป็นใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้อง ก็ยังมีความพยายามจะเล่นงานแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ โดยส่งเจ้าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอไปสอบสวนที่โรงพยาบาลค่ายภานุรังษี จังหวัดราชบุรี ว่าการออกใบรับรองแพทย์ผิดขั้นตอนของโรงพยาบาลหรือไม่ พฤติกรรมการแสดงออกของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ทำให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาเกิดความหวาดกลัว แม้จะปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ก็อาจเกิดความเดือดร้อนได้

             4. คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ของดีเอสไอ ได้เชิญนายมโน เลาหวนิช ซึ่งเป็นคู่กรณีผู้กล่าวโจทก์พระเทพญาณมหามุนี เข้าร่วมประชุมกับคณะพนักงานสอบสวนและเป็นผู้ชี้นำวิธีการจัดการกับพระเทพญาณมหามุนีให้พนักงานสอบสวน ทำให้คณะศิษยานุศิษย์รู้สึกว่าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ มีจุดยืนที่ทำให้สงสัยได้ว่าไม่เป็นกลาง ตั้งตนเป็นคู่ปรปักษ์กับพระเทพญาณมหามุนี

             5. ดีเอสไอได้ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอกำลัง จำนวน 4 กองร้อย หรือ 600 นาย พร้อมอาวุธครบมือ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ โดยดีเอสไอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อรวมกับกำลังของดีเอสไอซึ่งปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนว่ามีรถหุ้มเกราะพร้อมออกปฏิบัติการ และกำลังของเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น ดูประหนึ่งว่าดีเอสไอกำลังจะทำสงครามกลางเมืองโดยยกกำลังนับพันนายพร้อมรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์บุกเข้าวัดในพระพุทธศาสนา เพื่อจับกุมพระภิกษุชรา อายุกว่า 72 ปี ที่กำลังอาพาธหนักเป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่ได้สอบสวน ยังไม่ได้ตกเป็นจำเลยในคดีเลย เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจต่อคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ศิษยานุศิษย์พระเทพญาณมหามุนี และชาวพุทธทั่วโลกเป็นอย่างมาก มีองค์กรพุทธทั่วโลกส่งหนังสือมาทักท้วงการทำงานของดีเอสไอยังท่านนายกรัฐมนตรีมากมาย ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก สร้างความเสื่อมเสียแก่ภาพลักษณ์ของประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ต้องออกมาปรามไม่ให้ดีเอสไอใช้มาตรการรุนแรง

             6. เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2542 เคยเกิดกรณีที่หลวงพ่อธัมมชโยอาพาธ ไอมาก มีเสมหะปนเลือด โดยมีใบรับรองแพทย์ จึงขอเลื่อนการไปพบพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนไม่เชื่อ จึงได้พาแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ 2 นายมาตรวจอาการที่วัด เสร็จแล้วแพทย์โรงพยาบาลตำรวจวินิจฉัยว่าท่านไปได้ และบังคับให้ท่านออกเดินทางไปกับพนักงานสอบสวน วันรุ่งขึ้นอาการของหลวงพ่อธัมมชโยจึงทรุดหนักอาเจียนเป็นเลือด ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 เดือนและกลับมารักษาตัวที่วัดอีก 3 เดือนอาการจึงดีขึ้น โดยไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังได้เล่นงานแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์โดยแพทยสภาสั่งพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 1 เดือน แพทย์ทั้ง 2 ท่าน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จนสุดท้ายศาลปกครองมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1175/2547 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 ว่า คำสั่งของแพทยสภาดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของแพทยสภา แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบต่ออาการเจ็บป่วยร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่อธัมมชโยจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจทั้ง 2 ท่านนั้น

             7. พฤติกรรมของพนักงานสอบสวนในคดีนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปีก่อนมาก คณะศิษยานุศิษย์จึงไม่มั่นใจในความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนในคดีนี้

             8. คดีพิเศษที่ 27/2559 นี้ เป็นการดำเนินคดีที่ซ้ำซ้อนกับคดีพิเศษที่ 146/2556 พยานหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีก็นำมาจากการสอบสวนพยานหลักฐานในคดีที่ 146/2556 การดำเนินคดีที่ 27/2559 นี้ จึงไม่ถูกต้องชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น เหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปก็ผิด ทำให้มีแต่ปัญหาเต็มไปหมด

             ทั้งนี้คณะศิษยานุศิษย์จึงขอแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางดีเอสไอรวมสำนวนการสอบสวนคดีที่ 27/2559 เข้ากับคดีที่ 146/2556 และสอบสวนพยานหลักฐานด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องดีงามของสังคมต่อไป

             ส่วนพระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า กรณีที่มีการแชร์ภาพทางโซเชียลเน็ตเวิร์กถึงบุคคลที่เคยเป็นการ์ดในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดพระธรรมกายนั้น วัดพระธรรมกายขอเรียนชี้แจงว่า ทางวัดได้เชิญบุคคลดังกล่าวออกจากพื้นที่วัดแล้ว วัดพระธรรมกายเป็นพุทธสถานเพื่อการปฏิบัติธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และคัดค้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ วัดเป็นสถานที่เปิดที่ทุกคนสามารถมาปฏิบัติธรรมได้ แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ จำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จึงใคร่ขอให้สื่อมวลชนรวมถึงทุกท่านที่มีข้อมูลถึงบุคคลที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงหากได้เข้ามายังวัดพระธรรมกาย ช่วยแจ้งมายังวัดพระธรรมกายด้วย หากเป็นพระภิกษุ ทางวัดจะขอให้ไปจำพรรษาที่วัดภายนอก หากเป็นโยมก็จะขอให้ออกจากพื้นที่ไปก่อน เพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนและเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย สงบ สันติ อหิงสา จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ที่วัดพระธรรมกายยึดถือปฏิบัติ.


แจ้งความกับดร.มโนและพวกโพสต์ข้อความเท็จ

             เมื่อเวลา 13.00 น.กลุ่มพลังองค์กรชาวพุทธ ผู้รักพระพุทธศาสนานำโดยนายอัยย์ เพชรทอง ได้เข้าพบ พ.ต.ท.ยศวัฒน์ นิติรัตนคุณ สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งมาในนามของผู้ที่เข้ามาทำบุญที่วัดธรรมกาย ได้รับเอกสารของเพื่อนพุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญที่วัดธรรมกายเช่นกัน เอกสารดังกล่าวคือสำเนาข้อความซึ่งได้เผยแผ่ใน face book เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีนายมโน เลาหวณิช, เปลว สีเงิน, สมเกียรติ อ่อนวิมล และอัญชลี ซาซากิ ซึ่งได้โพสข้อความที่เป็นเท็จเกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย และวัดพระธรรมกาย

             ด้านนายอัยย์ เพชรทอง กล่าวว่า เมื่อได้อ่านข้อความดังกล่าวก็ได้พบว่าผู้เป็นเจ้าของ face book ใช้ชื่อว่าอัญชลี ซาซากิ ซึ่งผมเข้าใจว่าการเขียนข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวผู้เขียนหรือผู้นำมาเผยแพร่ มีเจตนานำข้อความอันเป็นเท็จมาเผยแผ่ เพื่อหวังผลให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และวัดพระธรรมกาย ซึ่งหากประชาชนหรือบุคคลใดใดและตัวผมเองได้อ่านแล้วเข้าใจว่า หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และวัดพระธรรมกาย ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เข้ามาร่วมทำบุญที่วัดพระธรรมกาย ข้อความดังกล่าวจึงขอร้องทุกข์และกล่าวโทษ อัญชลี ซาซากิ เจ้าของ face book ดังกล่าวข้างต้นต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าว ในความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่ได้นำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

             นอกจากนี้ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสมเกียรติ อ่อนวิมล หรือ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ต่อพนักงานสอบสวน และเจ้าของ face book คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ใช้ชื่อว่า คนปลายซอย ซึ่งผมเข้าใจว่าการเขียนข้อความดังกล่าวผู้เขียนหรือผู้นำมาเผยแผ่ข้างต้นมีเจตนานำข้อความอันเป็นเท็จมาเผยแพร่เพื่อหวังผลให้ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวได้เผยแผ่และทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนีหลวงพ่อธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย.


แพทยสภาจัดทีมแพทย์เป็นกลางขั้นต่ำ7คนตรวจ“ธัมมชโย”

             เมื่อเวลา 15.00 น. ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการบริหารแพทยสภา ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับการพิจารณากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ขอให้แพทยสภาตรวจสอบคุณสมบัติของแพทย์ในการออกใบสำคัญความเห็นแพทย์ ร่วมกับการร้องขอของทีมแพทย์ที่ให้การดูแลพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เพื่อส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนีที่วัดพระธรรมกายว่า คณะอนุกรรมการบริหารแพทยสภา มีมติ เห็นควรส่งเรื่องใบรับรองแพทย์ให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ในการออกใบสำคัญความเห็นแพทย์ โดยมีนพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เป็นประธานอนุกรรมการฯ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข เป็นอนุกรรมการฯ และนพ.เกรียง อัศวรุ่งนิรันดร์ เป็นอนุกรรมการฯ และเลขานุการ

             “ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกใบรับรองแพทย์ จะต้องเชิญแพทย์ผู้ถูกร้องมาให้ข้อมูล ร่วมกับการพิจารณาข้อมูลเอกสารและผลการตรวจหลวงพ่อธัมมชโยจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางที่แพทยสภาจะร่วมกับราชวิทยาลัยเข้าไปตรวจอาการด้วย โดยจะพิจารณาว่าแพทย์ออกใบรับรองแพทย์ตามอาการป่วยจริงหรือไม่ หรือออกเท็จหรือไม่ หากพบว่าเป็นเท็จก็จะดำเนินการลงโทษแพทย์ ส่วนกรณีที่ใช้ต้นขั้วหนังสือรับรองแพทย์เป็นของรพ.ค่ายภานุรังษีแต่ไม่ได้ไปตรวจจริงที่สถานพยาบาลนั้น เป็นเรื่องภายในของโรงพยาบาล ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาที่จะตรวจสอบ”ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว
   
             ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า คณะอนุฯยังมีมติ กรณีหนังสือขอความอนุเคราะห์ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปตรวจและวินิจฉัยโรคพระเทพญาณมหามุนี ตามหนังสือร้องขอของคณะแพทย์ผู้รักษา คณะอนุกรรมการบริหารแพทยสภา ได้พิจารณาตามพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 (4) แพทยสภามีวัตถุประสงค์ “ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ และการสาธารณสุข” จากกรณีดังกล่าวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนของสังคม จึงเห็นชอบที่จะดำเนินการตามคำร้องขอในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนีที่วัดพระธรรมกาย เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องตามขั้นตอนต่อไป
   
             นายกแพทยสภา กล่าวด้วยา ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางที่จะเข้าไปตรวจอาการอาพาธนั้น แพทยสภาจะประสาน 3 ราชวิทยาลัย ได้แก่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ฯและราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ฯ เพื่อจัดส่งแพทย์เข้าไปทำการตรวจ โดยทีมแพทย์จะมีอย่างน้อย 7 คน เป็นกรรมการแพทยสภา 2 คน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรคปอด โลหิตวิทยา ศัลยแพทย์เส้นเลือด และรังสีแพทย์ ทั้งนี้ จะคัดเลือกแพทย์ที่เป็นกลาง ไม่รักหรือเกลียดวัดพระธรรมกาย ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจซึ่งคลินิกในวัดอาจจะไม่มีนั้น ก็จะประสานโรงเรียนแพทย์เพื่อขออนุเคราะห์เครื่องมือที่จำเป็นที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ คาดว่าจะส่งทีมแพทย์เข้าไปตรวจได้ภายในปลายสัปดาห์เนื่องจากต้องส่งเรื่องให้กรรมการแพทยสภารับทราบในวันที่ 9 มิ.ย.2559ก่อน
      
             “ที่สำคัญก่อนที่ทีมแพทย์จาแพทสภาและราชวิทยาลัยจะเข้าไปตรวจ จะต้องได้รับหนังสือยินยอมรับการตรวจและให้มีการเปิดเผยข้อมูลจากหลวงพ่อธัมมชโยก่อน เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการร้องขอจากทีมแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น หากไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ป่วยเองหรือยินยอมให้ตรวจแต่ไม่ให้เปิดเผยข้อมูล ก็จะไม่ส่งทีมแพทย์เข้าไปตรวจ โดยในการตรวจจะดูว่ามีอาการป่วยเป็นโรคอะไร และตรงกับใบรับรองแพทย์ของทีมแพทย์ที่ให้การรักษาหรือไม่เท่านั้น จะไม่บอกว่าอาการป่วยรุนแรงแค่ไหน เนื่องจากในวันที่จะเข้าไปตรวจกับวันที่ออกใบรับรองแพทย์นั้น ความรุนแรงของโรคอาจจะดีขึ้นเพราะได้รับการรักษาแล้ว เมื่อตรวจคนละวันจึงบอกได้ยากว่าอาการรุนแรงแค่ไหน เพราะอาการป่วยไม่คงที่ จะบอกได้ว่าเป็นโรคอะไรเท่านั้น”ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว


อธิบดีดีเอสไอยืนกรานเงื่อนไขแพทย์ส่วนกลางต้องตรวจ“ธัมมชโย”

             พ.ต.อ.ไพสิฐ  วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงผลสอบการออกใบรับรองแพทย์จากรพ.ค่ายภาณุรังษีของพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่16ระบุว่รองผอ.โรงพยาบาลผู้ออกใบรับรองแพทย์มีความผิดจริงโดยถือเป็นการบกพร่องทางวินัยว่าในส่วนของดีเอสไอได้ส่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่รพ.ค่ายภาณุรังษีระบุว่าใบรับรองแพทย์ดังกล่าวไม่ถือเป็นเอกสารราชการไปให้แพทยสภาตรวจสอบแล้วแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับถึงผลการพิจารณา 

             พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีพบการ์ดเสื้อแดงเข้าไปอยู่ในวัดพระธรรมกายนั้นตนสั่งการให้ติดตามความเคลื่อนไหวเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาประเมินสถานการณ์ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโยดีเอสไอยังรอผลการดำเนินการของพระเทพรัตนสุธีเจ้าอาวาสวัดเขียนเขตในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีที่รับประสานงานให้โดยดีเอสไอยังยืนยันในเงื่อนไขที่ต้องให้พระธัมมโยตรวจร่างกายเพื่อยืนยันอาการอาพาธหนักก่อนเพราะดีเอสไอเข้าใจดีว่าพระธัมมชโยป่วยแต่ทางกฎหมายต้องพิสูจน์อาการป่วยว่าสามารถเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาได้หรือไม่หากไม่ยินยอมให้ตรวจร่างกายถือว่าไม่มีเหตุตามกฎหมายให้พนักงานสอบสวนเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาภายในวัด

             อธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่าดีเอสไอพยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปคดีฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่นฯมาตลอดแต่กลุ่มบุคคลที่ไม่เข้าใจก็ไม่เคยติดต่อเข้าพบเพื่อสอบข้อเท็จจริงสิ่งที่ดีเอสไอทำได้ขณะนี้คือพยายามไม่พูดเพราะในส่วนสำนวนคดีไม่มีความจำเป็นต้องรอสามารถสรุปสำนวนทำความเห็นสั่งฟ้องให้พนักงานอัยการพิจารณาได้เลยโดยขั้นตอนการพิจารณาสำนวนชั้นอัยการจะต้องใช้เวลาพิจารณาอีกระยะคดีดังกล่าวไม่ได้จะจบภายในวันนี้แต่จะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนส่วนคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการฟอกเงินย้ำว่าการสอบสวนมีความคืบหน้าทั้งกลุ่มพระเครือข่ายและคดีที่ทนายความเข้ามาเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นบริษัทเอ็มโฮมเอสพีวี แทนนายศุภชัย ศรีศุภอักษร

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการตรวจสอบพฤติกรรมของการ์ดเสื้อแดงที่ไปปรากฏตัวเป็นกองกำลังภายในวัดพระธรรมกายดีเอสไออยู่ระหว่างติดตามความเคลื่อนไหวโดยบุคคลที่ปรากฏชื่อและภาพทางโซเซียลขณะนี้ไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายของดีเอสไอแต่คาดว่าเป็นการ์ดระดับล่างจึงไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพราะสำนวนคดีดีเอสไอเน้นดำเนินคดีกับแกนนำและการ์ดระดับผู้สั่งการเท่านั้นทั้งนี้การสอบสวนคดีของดีเอสไอมีการแยกกันทำงานระหว่างทีมเจรจาและประสานงานกับฝ่ายปกครองทางสงฆ์เพื่อดำเนินการเอาผิดตามพ.ร.บ.สงฆ์กับทีมสืบสวนสะกดรอยและติดตามพฤติกรรมความเคลื่อนไหวเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการตามหมายจับคือการขอหมายค้นและเข้าจับกุม