ข่าว

'ไทย' จุดหมายหลักนักลงทุน

'ไทย' จุดหมายหลักนักลงทุน

31 พ.ค. 2559

'ไทย' จุดหมายหลักนักลงทุน หนุนยอดขายที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม-โรงงาน

 
                ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย คาดการณ์ว่า จะเห็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ด้านยอดขายที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายงานสภาวะเศรษฐกิจล่าสุดได้แสดงให้เห็นสัญญาณบวก ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย รวมไปถึงด้านระบบขนส่งและสาธารณูปโภค ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใจกลางภูมิภาค มีระบบขนส่งเชื่อมต่อสะดวกไปยังประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และมาเลเซีย 
 
                นายมาร์คัส เบอร์เทนชอว์ กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายตัวแทนนายหน้าบริษัทไนท์แฟรงค์ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า น่าจะเห็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2559 โดยเฉพาะจากภาคการลงทุนใหม่ๆ เช่น ประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ อาหาร และกลุ่มพลังงานทดแทน ในขณะที่การลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นยังคงมีน้อย เรายังเห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทฝั่งยุโรปและประเทศจีนมากขึ้น
 
                ทั้งนี้ ผลวิจัยของไนท์แฟรงค์ประเทศไทย สิ้นปี 2558 อุปทานรวมของที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม มีจำนวน 151,194 ไร่ เพิ่มขึ้น 4,033 ไร่ หรือร้อยละ 2.7 จากปีก่อน โดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554 อุปทานที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-8 เป็นประจำทุกปี
 
                ยอดขายที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3,549 ไร่ สะท้อนให้เห็นการฟื้นตัวจากปีก่อน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 1,273 ไร่ หรือร้อยละ 55.9 จำนวนที่เพิ่มสูงในปีนี้เป็นผลเปรียบเทียบจากยอดขายที่ลดลงในปี 2557 ซึ่งเป็นผลกระทบจากความตึงเครียดทางการเมืองภายในประเทศ ในช่วงสิ้นปี 2556 ถึงกลางปี 2557 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่สามารถอนุมัติโครงการใดๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก
 
                นิคมอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ–บางปะกง มีราคาขายเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 10.7 ล้านบาทต่อไร่ ตามติดมาด้วยเขตชายฝั่งตะวันออกมีราคาขายเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 4.86 ล้านบาทต่อไร่ และเขตภาคเหนือ (ปทุมธานี-พระนครศรีอยุธยา) มีราคาขายเฉลี่ยสูงสุดที่ 3.98 ล้านบาทต่อไร่ โดยเฉลี่ยราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 0-4.4 จากปีก่อน ในเขตภาคเหนือ (ปทุมธานี-พระนครศรีอยุธยา) มีการบันทึกการเติบโตสูงสุดประจำปี 2558 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.4 ตามมาด้วยเขตชายฝั่งตะวันออกมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 3.3 จากปี 2555-2556 ที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในเขตสุวรรณภูมิ–บางปะกง และเขตชายฝั่งตะวันออกมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ซึ่งเป็นผลกระทบจากอุทกภัย เขตนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ปักหลักสำคัญของเหล่าผู้ผลิตและนักพัฒนา ในบางพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีการเพิ่มขึ้นด้านราคาสูงถึงร้อยละ 25
 
                ในขณะที่อุปทานรวมของโรงงานสำเร็จรูปประจำปี 2558 ถูกบันทึกไว้ที่ 2,745,232 ตร.ม. เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 จากจำนวน 2,580,036 ตร.ม.ในช่วงท้ายปี 2557 ในช่วงปี 2555-2556 มีอุปทานเพิ่มขึ้นมากในเขตพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมปี 2554 เช่น เขตชายฝั่งตะวันออก และเขตสุวรรณภูมิ–บางปะกง
 
                เขตชลบุรีมีส่วนแบ่งตลาดด้านโรงงานสำเร็จรูปมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 30 เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่มาก เขตชลบุรีเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในเขตสมุทรปราการมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่เป็นอันดับสองอยู่ที่ร้อยละ 21 ซึ่งมีข้อดีด้านทำเลที่ตั้งที่สามารถเดินทางสะดวกระหว่างท่าเรือแหลมฉบังและกรุงเทพฯ เขตชายฝั่งตะวันออกมีส่วนแบ่งอุปทานมากที่สุดด้านโรงงานให้เช่า เนื่องจากมีที่ตั้งใกล้ท่าเรือแหลมฉบังและมีจำนวนนิคมอุตสาหกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก เขตตะวันออกของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี และระยอง
 
                อัตราการครอบครองพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปอยู่ที่ร้อยละ 73 ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยส่วนใหญ่เป็นผลเนื่องมาจากมีจำนวนโรงงานให้เช่าเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ในขณะที่การเติบโตด้านอุปสงค์มีจำนวนค่อนข้างน้อย จำนวนอุปสงค์รวมด้านพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในช่วงท้ายปี 2558 อยู่ที่ 2,002,988 ตร.ม. เพิ่มขึ้นเกือบ 10,890 ตร.ม.จากปีก่อน
 
                ในปี 2558 เขตสุวรรณภูมิ–บางปะกง เขตรอบนอกบางปะกง สมุทรปราการ กรุงเทพฯตะวันออก และฉะเชิงเทรา มีอัตราการครอบครองพื้นที่สูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 90.3 รองลงมาคือ เขตชายฝั่งตะวันออกอยู่ที่ร้อยละ 73.9 อัตราการครอบครองด้านโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าต่ำที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 60.7 ในเขตปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา 
 
                โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราค่าเช่าโรงงานสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.4 อยู่ที่ราคา 206.9 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน มีเพียงเขตปทุมธานี-พระนครศรีอยุธยาที่ไม่มีการเติบโต ในความเป็นจริงแล้ว เทรนด์มีจำนวนคงเดิมเนื่องจากมีอัตราครอบครองต่ำ เขตชายฝั่งตะวันออกตั้งอัตราค่าเช่าสูงที่สุดอยู่ที่ 227.3 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งโรงงานได้รับประโยชน์จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 
                อัตราค่าเช่ามีจำนวนสูงที่สุดใน จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีราคาอยู่ที่ 250 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน อันดับสองอยู่ใน จ.สมุทรปราการ และ จ.ระยอง มีราคาอยู่ที่ 230 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน อัตราสูงสุดใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีราคาอยู่ที่ 220 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน ส่วนจังหวัดไม่มีผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และระยอง มีอัตราค่าเช่าสูงที่สุด