ข่าว

พลังปัญญา “เปลี่ยนวิธีคิด พลิกชีวิตด้วยปัญญา”

พลังปัญญา “เปลี่ยนวิธีคิด พลิกชีวิตด้วยปัญญา”

30 พ.ค. 2559

ต่อยอดสู่การเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (2)

ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ เปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ ขุมคลังพลังปัญญา สู่การพัฒนาบุคลากรและคุณภาพชีวิต เพื่อการต่อยอดทางความคิดปัญญาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาภายหลังจากการอบรมหลักสูตรของ โครงการพลังปัญญาโดย มูลนิธิมั่นพัฒนาได้มีการมอบทุนหมุนเวียนพลังปัญญา จำนวน 24 ทุน ให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชนอีสานรุ่น 1 ที่เข้ารับการอบรมและสอบผ่านหลักสูตรผู้นำพลังปัญญา ซึ่งได้มาศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงรายในการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และประสบการณ์การบริหารที่เป็นประโยชน์ในการไปพัฒนาต่อยอดโครงการเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและท้องถิ่นของตนเองต่อไป

ประยูรจิบจันทร์ อายุ 48 ปี จากอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬผู้นำพลังปัญญาภาคอีสาน หนึ่งในผู้ได้รับทุนหมุนเวียนพลังปัญญาอธิบายว่า การเข้าร่วมโครงการพลังปัญญาได้สอนกระบวนการเรียนรู้ การคิดนอกกรอบ เพื่อนำไปสู่การต่อยอดความคิดทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันภายในชุมชนหรือองค์กร และสามารถนำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ของการพัฒนาตนเองและชุมชนได้

ประยูรและกลุ่มสมาชิกพลังปัญญาจังหวัดบึงกาฬ จำนวน 35คน ได้รวมตัวกันเพื่อเสนอโครงการ POWER CLEAN(ประเภทนวัตกรรมเกษตรครบวงจร)เพื่อมุ่งหวังการพัฒนาบุคคลของกลุ่มพลังปัญญาจังหวัดบึงกาฬโดยการสร้างการมีส่วนร่วม การจัดอบรมความรู้ให้แก่สมาชิก เพื่อใช้เป็นแนวทางของการดำเนินการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการสร้างจิตสำนึกของการพัฒนาที่ยั่งยืนขยายผลสู่ชุมชน

โครงการ POWER CLEANของกลุ่มสมาชิกพลังปัญญาจังหวัดบึงกาฬ คือการทำผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดจากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยมีจุดเด่นของการนำเอ็นไซม์จากสับปะรด(พันธุ์สายน้ำผึ้ง) ซึ่งเป็นผลผลิตพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้เป็นวัตถุดิบของการทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

“เราจะแปรรูปผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรด กิโลกรัมละ 10 บาท ให้ก่อเกิดมูลค่าและประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร”ประยูรกล่าว

ประยูร กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำสับปะรด ที่เป็นผลผลิตพื้นบ้านสามารถหาได้ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มก็เพื่อต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ ที่ไม่ใช่แค่การทำการเกษตรเพียงอย่างเดียวที่เมื่อผลผลิตออกมาขายมากเกินความต้องการจนล้นตลาดแล้วทำให้ราคาพืชผลของเกษตรกรตกต่ำ ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวแต่กลับนำมาซึ่งรายจ่ายและหนี้สินมากกว่า ตนเองและกลุ่มสมาชิกพลังปัญญาจังหวัดบึงกาฬ จึงเกิดแนวคิดที่ว่า “สิ่งที่มีราคาน้อยที่สุด เราจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ประยูรกล่าวว่า การที่ได้รับเงินทุนหมุนเวียนพลังปัญญานั้นจะนำเงินไปบริหารจัดการโครงการเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยมองว่าอาชีพหลักของเกษตรกร คือการปลูกยางพารา เราจะต้องให้เกษตรมีอาชีพเสริมซึ่งในตัวของโครงการ POWER CLEANนั้นจะช่วยส่งเสริมในเรื่องการสร้างรายได้ให้ประชาชนในชุมชนได้เป้าหมายคือสมาชิกต้องเกิดกระบวนการเรียนรู้และมีการพัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตและตนเองให้ดีขึ้น เพื่อสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวและสร้างคุณค่าขึ้นมาให้สามารถนำไปปรับใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในอนาคต

ต่อยอดความคิด พัฒนาด้วยปัญญา

ปราณี วีระทูร วัย 58 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการอบรมพลังปัญญา ผู้ที่เป็นนักพัฒนา นักคิด ที่สามารถต่อยอดความคิด และสร้างสรรค์ผลงานหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้อยู่เสมอ

ปราณีผู้นำเสนอโครงการ Green Happyหรือร้านค้าชุมชน(ประเภทตลาดธรรมชาติ) เล่าว่า การเข้าร่วมโครงการพลังปัญญา เริ่มจากการศึกษาและได้เรียนรู้วิธีคิดรูปแบบใหม่ จนนำไปสู่การต่อยอดความคิดในการมองหาวัตถุดิบใกล้ตัวมาแปรรูปสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่มโดย

โครงการ Green Happyหรือร้านค้าชุมชนมาจากการที่สมาชิกกลุ่มพลังปัญญาของตนเริ่มพัฒนาสินค้าหรือต่อยอดความคิด โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเริ่มคิดที่จะเปิดเป็นร้านค้าชุมชนเพื่อนำสินค้าที่สมาชิกกลุ่มพลังปัญญาหรือชาวบ้านในชุมชนผลิตมาวางจำหน่าย

ปราณี กล่าวว่า การเปิดร้านค้าชุมชนจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจุดเริ่มต้นมาจากตนเองและสมาชิกภายในกลุ่มได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อนำสินค้าของชุมชนไปจำหน่ายหรือฝากขายไว้กับร้านค้าของสมาชิกโครงการพลังปัญญาจังหวัดกาฬสินธุ์โดยมีสินค้าไปจัดตั้งเป็นเหมือนบูธวางเฉพาะ (สินค้าแปรรูป)เท่านั้นโดยเป้าหมายต่อไปคือการเปิดร้านค้า Green Happy หรือร้านค้าชุมชนของตนเองภายในสิ้นปี 2559 นี้ และต้องเปิดสาขาแรกให้เป็นสาขาหลัก เพื่อขยายสาขาร้านค้าชุมชนไปสู่อำเภอและจังหวัดให้ได้โดยทางร้านค้าชุมชนจะเน้นสินค้าที่มาจากชาวบ้าน ชุมชน และกลุ่มสมาชิกพลังปัญญา โดยมีสินค้าที่หลากหลาย เช่นพืชผักปลอดสารพิษ สินค้าแปรรูปจากข้าวไรซ์เบอรี่และผลิตภัณฑ์ของชุมชน

“จุดประสงค์ของการจัดตั้งร้านค้าชุมชน คือการสร้างอาชีพ หรือสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเพื่อสร้างให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมและการพัฒนาคนเพื่อสร้างผู้นำต้นแบบในอนาคตสำหรับการการพัฒนาที่ยั่งยืน” ปราณี กล่าว

“ความยั่งยืนคือการให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ให้ความเสมอภาค ช่วยให้เค้ายืนหยัดด้วยตนเองได้ โดยมีความพอเพียงในชีวิต จะทำให้เกิดความยั่งยืนและมีความสุขในการใช้ชีวิต ความสุขของคนเราต่างกัน ดังนั้นเราควรพอเพียงในสิ่งที่เรามีอยู่”ปราณี กล่าว

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน

กฤษณะ เทพเนาว์ อายุ 46 ปี ชาวตำบลทุ่งแสงทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์หนึ่งในสมาชิกโครงการพลังปัญญา ผู้เสนอโครงการ เส้นทางสายปัญญาที่รวมตัวกับสมาชิกโครงการพลังปัญญาจังหวัดบุรีรัมย์จำนวน14 คน จาก 6 ตำบล (ตำบลทุ่งแสงทอง ชุมแสง สะเตง หนองโบสถ์ หนองโสน และดงอีจาน) ในอำเภอนางรองและโนนสุวรรณร่วมกันเสนอโครงการที่มีแนวคิดคล้ายกับเป็นโรงเรียนพลังปัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้าน สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ในมิติต่างๆ ของแต่ละชุมชน

“ความแตกต่างของแต่ละชุมชนใน6 ตำบลนั้นมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่มีจุดหมายปลายทางร่วมกัน คือทำตัวเองให้เป็นต้นแบบ ทำตัวเองให้คนอื่นเกิดความรู้สึก นับถือศรัทธา พร้อมที่จะร่วมเดินทางเดินไปกับเรา” กฤษณะกล่าว

กฤษณะกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโครงการเส้นทางสายปัญญานี้คือการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้แลกวัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปะ วิถีชีวิต อาหาร ในมิติต่างๆ คล้ายๆกับการเป็นโรงเรียน เพื่อสร้างบุคคลต้นแบบทำหน้าที่เป็นครูพลังปัญญาและสร้างเส้นทางสายพลังปัญญาในการเรียนรู้ศึกษาดูงานในแต่ละตำบลในอำเภอนางรองและโนนสุวรรณรวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะก่อให้เกิดรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

“อยากจะทำโครงการ เส้นทางสายปัญญา ให้เหมือนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิงความรู้แต่หลายๆที่ก็ทำกัน จึงอยากให้โครงการนี้ เปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยวเชิงปัญญาเพื่อสอดคล้องกับโครงการพลังปัญญาที่ว่า แก้ที่สมอง (ปัญญา) แก้ที่วิธีคิด แก้ได้ทั้งหมด”กฤษณะกล่าว

กฤษณะกล่าวต่อว่า การนำ6 ตำบลมาเป็นฐานการเรียนรู้ ให้แต่ละตำบลแสดงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ชุมชนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม เกิดสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมาโดยจุดเด่นของโครงการนี้ ก็เพื่อสะท้อนแนวคิดแบบองค์รวมที่ชวนให้ทุกคนตระหนักการคิดแบบมีเหตุผล และนำไปสู่ใจที่เป็นกลางสำหรับการนำไปปฏิบัติที่เป็นขั้นเป็นตอน รวมถึงการพร้อมจะยอมรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา