
เมื่อสหรัฐล้ำเส้นสงครามโดรนในปากีสถาน
29 พ.ค. 2559
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อสหรัฐล้ำเส้นสงครามโดรนในปากีสถาน
การส่งโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ ปลิดชีพศัตรูในประเทศอื่น เป็นกลยุทธ์ในสงครามกวาดล้างผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายของรัฐบาลสหรัฐมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น เมื่อมีข่าวการส่งเพชฌฆาตบินได้ไปปลิดชีพ มุลเลาะห์ อัคตาร์ มูฮัมหมัด มานซูร์ ผู้นำตาลีบัน อาจไม่ได้สร้างความประหลาดใจมากนักในแง่ยุทธวิธี แต่ที่จริง มีหลายมุมที่นักสังเกตการณ์มองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ต่างไปจากเดิม และยังไม่เคยมีมาก่อน
อย่างแรกคือการลอบสังหารผู้นำตาลีบันครั้งนี้ เป็นการลงมือของกองทัพสหรัฐ และโฆษกกระทรวงกลาโหมทวิตแจ้งข่าวหลังภารกิจลุล่วง ไม่ได้เป็นผลงานของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ที่ทำโครงการนี้เป็นหลักแต่ไม่ยอมรับหรือยืนยันปฏิบัติการด้วยโดรนเกือบทั้งหมดในปากีสถาน
อดีตผู้นำตาลีบันถูกสังหารขณะกำลังเดินทางในจังหวัดบาลูจิสถาน ทางตะวันตกของปากีสถาน ฐานที่มั่นของบรรดาแกนนำตาลีบันนับตั้งแต่ถอยร่นออกจากคาบูลหลังสหรัฐบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544
นอกจากในอัฟกานิสถาน และพื้นที่ชนเผ่าปากีสถานไร้ขื่อแปติดกับอัฟกานิสถาน ที่มีชื่อทางการว่า “เขตปกครองชนเผ่า” แล้ว สงครามโดรนของสหรัฐยังไม่เคยล้ำเส้นไปเล็งเป้าแกนนำตาลีบันในฐานที่มั่นแห่งนี้มาก่อน นอกจากนี้ การส่งโดรนโจมตียังแผ่วลงมากในช่วงหลายปีมานี้ ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างตาลีบันกับรัฐบาลคาบูล เมื่อประธานาธิบดีโอบามา ตัดสินข้ามเส้นไปกำจัดมานซูร์ และคนขับรถแท็กซี่ที่เคราะห์ร้ายมาอยู่กับผู้โดยสารผิดคนและผิดเวลา เป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐอาจจะลงมือในประเทศนี้หากจำเป็นโดยไม่ต้องเตือนก่อน
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิสลามาบัดคนหนึ่ง กล่าวว่า ผู้นำปากีสถานไม่เห็นด้วยแน่ การโจมตีด้วยโดรนคราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อน เพราะไม่ได้เป็นแค่การกระทำฝ่ายเดียว แต่ยังผิดกฎหมายและขยายอาณาเขตปฏิบัติการ
แต่ขณะเดียวกัน อาจเป็นสัญญาณถึงความไม่พอใจในการเล่นเกมสองหน้าของปากีสถาน ที่ด้านหนึ่งร่วมมือกับวอชิงตันปราบผู้ก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ให้ที่พักพิงแก่แกนนำตาลีบัน โดยเฉพาะสายสุดโต่งกว่าอย่างเครือข่ายฮัคกอนี เพราะปากีสถานพึ่งตาลีบันและฮัคกอนีปกป้องผลประโยชน์ของตนในอัฟกานิสถาน และเพื่อสกัดอิทธิพลอินเดีย
หลังจากกำจัดมุลเลาะห์ โมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้ก่อตั้งตาลีบันเมื่อปี 2556 สหรัฐและอัฟกานิสถานคาดหวังว่ากองกำลังความมั่นคงปากีสถาน จะโน้มน้าวให้ผู้นำคนใหม่อย่างมานซูร์ ที่ขึ้นมาแทน หันมาเจรจาหาข้อยุติทางการเมืองกับคาบูล ซึ่งหนทางเดียวที่จะยุติสงคราม แต่มานซูร์ไม่ร่วมเจรจาสันติภาพ กลับโหมโจมตีเป้าหมายสหรัฐและอัฟกานิสถานอย่างนองเลือด ขยายดินแดนควบคุมและบั่นทอนรัฐบาลคาบูลให้ง่อนแง่นหนัก
ประธานาธิบดีโอบามา ผู้ให้ไฟเขียวปฏิบัติการครั้งนี้ กล่าวว่า ความผิดของมานซูร์ คือปัดการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน เลือกเดินหน้าก่อเหตุนองเลือดคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้งเด็กและผู้หญิง ส่วนนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สันติภาพคือสิ่งที่เราต้องการ และมานซูร์คือภัยคุกคามต่อสันติภาพ
ตาลีบันปฏิเสธร่วมเจรจาในปากีสถานกับกลุ่ม 4 ฝ่าย ได้แก่ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน จีน และสหรัฐอเมริกา จนกว่าทหารต่างชาติจะถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานเสียก่อน
แต่นโยบาย “การฆ่าเพื่อสันติภาพ” ของรัฐบาลโอบามา จะนำไปสู่อะไรยังไม่ชัดเจน แต่น้อยคนเชื่อว่าขจัดคนคนหนึ่งคงไม่ใช่ขจัดอุปสรรคสันติภาพได้ง่ายๆ แกนนำอาวุโสของตาลีบัน กล่าวว่า การตายของมานซูร์ อาจจะช่วยให้กลุ่มแตกย่อยหันมาสามัคคีกันภายใต้ผู้นำใหม่ที่เลือกได้แล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หรืออาจจะยิ่งทำให้แตกแยกและเปิดช่องให้องค์กรสุดโต่งกว่าอย่างไอเอสเข้ามาเสียบแทน หรืออาจจะไม่ส่งผลใดๆ เลยในอัฟกานิสถาน เนื่องจากตาลีบันยังเดินหน้าก่อความรุนแรงต่อหลังจากสูญเสียผู้นำ
ยังไม่นับรวมผลตีกลับจากกระแสต่อต้านการใช้โดรนสังหารนอกสมรภูมิและในต่างประเทศ ที่หลายครั้งคร่าชีวิตพลเรือน และไม่ได้ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น ผู้นำสหรัฐเพียงเซ็นคำสั่งและซีไอเอลงมือวิสามัญฆาตกรรม สหรัฐยืนยันว่าการโจมตีด้วยโดรนไม่ผิดกฎหมายเพราะเป้าหมายเป็นผู้ร้ายในสงครามกวาดล้างผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ แต่หากยึดตามนิยามนี้ สหรัฐก็สามารถกำจัดใครก็ตามที่ลงความเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้าย



