ข่าว

'พ.ร.บ.ประชามติฯ'อุปสรรค'สื่อ'

'พ.ร.บ.ประชามติฯ'อุปสรรค'สื่อ'

27 พ.ค. 2559

'พ.ร.บ.ประชามติฯ'อุปสรรค'สื่อ' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

           มาตรา 61 พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 วรรคสอง ช่างเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสนอข่าว รายงาน บทความ เกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

           โดยเฉพาะในวรรคสอง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

           เนื่องจากที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่คุมเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ไม่เคยออกเป็น “ระเบียบ” ที่ชัดเจนออกมา ว่าอะไรที่สื่อทำได้-ไม่ได้ เท่าที่เห็นก็มีแต่ กกต.ออกมาแสดงความเห็นเป็นส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่ “มติ” ของ กกต. เท่ากับว่า ปล่อยให้ “ตีความ” กันไปเอง แล้วจะมีอะไรเป็นหลักประกันให้สื่ออุ่นใจได้ว่า สิ่งที่สื่อนำเสนอไปนั้น ไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ เพราะอาจเกิดกรณีที่ กกต.คนอื่นเห็นว่าผิด หรือเจ้าหน้าที่ กกต.ชงเรื่องว่าผิด

           หลักการเสนอ “ข่าว” ของสื่อมวลชนนั้น ตาม “จรรยาบรรณ” ก็ต้องเสนอตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างกรณีร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเสนอว่ามีเนื้อหาอย่างไรบ้าง จะไปแต่งเติม ขยายความโดยใส่ความเห็นของผู้สื่อข่าวเข้าไปในข่าวไม่ได้อยู่แล้ว

           แต่ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ว่า ในกรณีที่สื่ิอเสนอข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนเล็กๆ” เกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเรื่องใหญ่หรือเสนอข่าวต่อเนื่องกันหลายวัน จะเข้าข่าย “ปลุกระดม” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งที่ตามหลักวิชาชีพของสื่อมวลชน อะไรเป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจ ก็ควรนำเสนออยู่แล้ว

           แต่ที่น่าจะเป็นปัญหามากกว่า ก็คือ คอลัมน์ บทความ บทบรรณาธิการ ซึ่งจะต้องใส่ “ความคิดเห็น” ของผู้เขียนเข้าไปด้วย ไม่ใช่มีแค่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงน่าห่วงว่า กกต.จะตีความอย่างไร จะตีความว่า “ความคิดเห็น” ของผู้เขียน เป็นการ “บิดเบือน-ปลุกระดม” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่

           ที่จริงแล้ว หากสื่่อนำเสนอข่าว รายงาน บทความ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น บิดเบือน ปลุกระดม เป็นต้น ก็มีกฎหมายปกติที่จัดการกับสื่อได้อยู่ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วย วาจา หรือหนังสือ หรือวิธีอื่นใด.. (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

           “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต. ให้ความเห็นว่า “จะรู้ว่าสื่อทำผิดหรือไม่ทำผิด คงต้องดูที่ "เจตนา”

           แต่เอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ การที่จะวิเคราะห์ว่าการที่สื่อนำเสนอข่าว บทความ รายงาน ชิ้นใด มี “เจตนา” อย่างไร ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ “ผู้คุมกติกา” แน่ และการตีความ “เจตนา” สื่อ อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้

           ดังนั้นการที่ กกต.ต้องพบปะ พูดคุย ทำความเข้าใจกับองค์กรสื่อ จึงมีความจำเป็น จากนั้นจึงค่อยออก “ระเบียบ” ที่ชัดเจน มาให้สื่อปฏิบัติในการนำเสนอของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ