ข่าว

เบิร์ดเดย์“อภิสิทธิ์"ยันอยากเห็นบ้านเมืองสงบ

เบิร์ดเดย์“อภิสิทธิ์"ยันอยากเห็นบ้านเมืองสงบ

03 ส.ค. 2552

เบิร์ดเดย์นายกฯ"อภิสิทธิ์" ระบุ อยากเห็นบ้านเมืองสงบ เศรษฐกิจฟื้น เมิน“นปช.”แต่งดำ อ้างใจกว้างพอ มั่นใจเคลื่อนไหวถวายฎีกาไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ย้ำจะดูแลไม่ให้กระทบสถาบันหลัก

เช้าวันนี้ (3ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้นิมนต์พระจากวัดดาวดึงส์ย่านบางยี่ขัน 9 รูป มาทำพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 45 ปี ที่บ้านพักในซอยสวัสดี(สุขุมวิท 31 ) โดยบรรยากาศหน้าบ้านเป็นไปอย่างคึกคักมีการรักษาความปลอดภัยจากสารวัตรทหาร ตำรวจสันติบาล และตำรวจนครบาลท้องที่อย่างแน่นหนา รวมทั้งมีสื่อมวลชนทุกแขนงมารอทำข่าว แต่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำข่าวภายในบ้าน

 อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ได้สั่งให้เเม่บ้านนำพระเครื่อง“พระพุทธเจ้าปางชนะมาร” ซึ่งใส่มาในตะกร้าหวายผูกโบว์สีฟ้าและถุงใส่พระเครื่องก็เป็นสีฟ้าเช่นกัน โดยด้านหน้ากล่องพระเครื่องเขียนว่า “พระพลังแผ่นดิน ปกบ้านคุ้มเมือง ชาวประชาไทยร่มเย็นเป็นสุข” โดยนำมาเเจกให้ทหาร ตำรวจและสื่อมวลชนที่อยู่หน้าบ้านเพื่อเป็นศิริมงคล อย่างไรก็ตามบรรยากาศการทำบุญตักบาตรวันเกิดนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยพญ.สดใส เวชชาชีวะ มารดานายกฯมาร่วมพิธีด้วย
 
 จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากบ้านไปปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 08.00 น. นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) นำเยาวชนไทยและเยาวชนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 50 คน เข้าเยี่ยมคารวะณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ในโอ กาสเข้าร่วมโครงการ 112 ปี การรถไฟสานสัมพันธ์ไทย - ลาว ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 4 สิงหาคม   2552
 
 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะเยาวชนไทยและเยาวชนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมทั้งกล่าวรู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดเที่ยวรถไฟปฐมฤกษ์ที่จังหวัดหนองคายและท่านาแล้ง ซึ่งการเปิดเส้นทางแห่งนี้จะเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมในประเทศอาเซียน และยังได้ติดตามโครงการที่จะต้องขอขยายเส้นทางนี้และเส้นทางอื่น ๆ   อีกด้วย                         
 
 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่จะปรับปรุงรางต่างๆ ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมลงในปัจจุบัน และการเร่งรัดขยายเส้นทางที่เป็นรางคู่และเส้นทางที่จะเชื่อมโยงกับประเทศอา เซียนต่างๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะได้เห็นการขยายเครือข่ายต่างๆ อาทิ โครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้ โดยสารอากาศยานในเมือง
 
 นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนท้ายว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับรับความรู้ ความเพิ่มพูนทักษะต่างๆของการถ่ายภาพ และที่สำคัญยังแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างเยาวชนไทยและเยาวชน สปป.ลาว ซึ่งสองประเทศได้มีความใกล้ชิดกันอยู่แล้ว และมีความความคล้ายคลึงกันด้านวัฒนธรรม และภาษาซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว อีกทั้งได้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่เยาวชนทุกคนที่จะใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องการได้เพิ่มพูนทักษะของตนเองเท่านั้น แต่จะได้เพื่อนใหม่ๆ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม พร้อมทั้งจะได้ไปช่วยเผยแพร่และทำความเข้าใจต่อไปในชุมชนของตนเอง
 
 หลังจากนั้นนายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงของขวัญวันคล้ายวันเกิด 45 ปีว่า สำหรับของขวัญวันเกิดที่ได้รับจากนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยา ในปีนี้ภริยาให้เครื่องเสียงที่ต่อกับไอพอด ซึ่งตนชอบฟังเพลง ขณะที่น.ส.ปราง เวชชาชีวะ (น้องปราง) บุตรสาวให้ตุ๊กตาหมีแพนด้า และภาพที่วาดด้วยฝีมือตัวเอง เช่นเดียวกับนายปัณณสิทธิ์ เวชชาชีวะ (น้องปัณณ์) บุตรชาย ให้ภาพที่วาดด้วยฝีมือของตัวเองให้เป็นของขวัญวันเกิด
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงสิ่งที่อยากได้ในวันเกิดว่า ตนทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี สิ่งที่ต้องการเห็นคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบสุขและชาวไทยมีความสุข หมายถึงเศรษฐกิจฟื้นตัว สังคมดีขึ้น การเมืองเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตน แต่ขณะเดียวกัน ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในปีหน้า ตนก็จะมีความสุข และส่วนตนจะทุ่มเททำงานหนักมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาครึ่งปีกว่าๆ แม้จะทำหลายเรื่อง แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำและอยากทำ แต่ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่มาก ซึ่งตนจะไม่ลดละความพยายาม โดยจะเดินหน้าด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และทุ่มเทความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่
 
 “ครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่ทำเสร็จเรียบร้อย และพอใจ เช่น เรื่องเรียนฟรีที่อยากผลักดันโดยตลอด เบี้ยยังชีพคนชรา เพราะคิดว่าดำเนินการได้ในช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น รู้สึกพอใจตรงนั้น แต่ยังมีปัญหาอื่นอีกมากที่สำคัญ คือการวางรากฐานเรื่องใหม่ ๆ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่นระบบพืชผลการเกษตร ระบบสวัสดิการคนยากคนจน คนด้อยโอกาส เป็นจุดที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องการให้เกิดขึ้นต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
 ส่วนที่คนเสื้อแดงแต่งชุดดำไว้ทุกข์วันนี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่มีปัญหา ตนเป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว แต่คิดว่ามีคนบางกลุ่มมีเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งคงจะเคลื่อนไหวต่อไปเรื่อยๆ แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลการเคลื่อนไหวไม่ให้กระทบกระเทือนสถาบันหลักของ ชาติ ซึ่งทุกคนต้องเข้าใจด้วยว่าการจะปกป้องสถาบันหลักของชาติต้องทำด้วยความ รอบคอบ ไม่ใช่ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายตรงข้าม และต้องไม่สร้างวัฒนธรรมความรุนแรง อะไรที่เป็นข้อเรียกร้องมีเหตุผล ก็ต้องพยายามตอบสนอง แต่ถ้าทำให้เสียหลักของบ้านเมือง เราต้องไม่ยอมให้เอาความเคลื่อนไหวมาบีบบังคับหรือขู่เข็ญ
 
 สำหรับ การเคลื่อนไหวถวายฎีกาที่ยังคงมีอยู่และเตรียมจะชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยที่พรรคเพื่อไทยก็ออกมาสนับสนุน ทั้งที่หลายฝ่ายออกมาท้วงติงนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้ย้ำไปแล้วว่าถ้าไม่ผิดกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เมื่อยื่นเข้ามาแล้วหน่วยงานต่างๆ จะมีบทบาทในการกลั่นกรองตรวจสอบ ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องชี้แจงกับประชาชน สำหรับนักการเมืองก็ควรรู้ว่าอะไรควร หรือไม่ควร ซึ่งได้พยายามพูดหลายครั้ง รวมทั้งในสภาด้วยว่าขอให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกับสถาบันหลักของชาติ และคนที่จะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวก็ควรจะหยุด
 
 เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหยิบยกประเด็นนี้ไปปลุกระดมประชาชนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่สุดก็ฟ้องออกมาว่าทั้งหมดเคลื่อนไหวเพื่ออะไร และที่บอกว่าให้ตัดไฟแต่ต้นลม ต้องถามว่าหมายถึงอะไร หากเป็นการไปท้าทาย หรือยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากกว่านี้ ก็ไม่เป็นผลดีกับใคร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องให้อยู่ในกรอบ และไม่ใช่ว่ารัฐบาลเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว มีหลายอย่างที่ได้ทำ คือชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งจะต้องประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การอธิบายเป็นอันหนึ่งอันเดียว กัน เพราะต้องยอมรับว่าคนที่เข้าใจเรื่องแบบนี้มีไม่มาก
 
 “ผมไม่คิดว่าเรื่องการถวายฎีกาจะมีอะไรมากระทบจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขณะนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าการยื่นที่ทำกันอยู่ ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามโบราณราชประเพณี น่าจะกระทบกระเทือน ดังนั้นก็น่าจะหยุดกัน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
 ส่วนเรื่องนี้จะกลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องระมัดระวังและเราต้องให้ข้อเท็จจริงว่า มีความพยายามบิดเบือนว่ารัฐบาลขัดขวางเรื่องดังกล่าว ทั้งที่รัฐบาลเพียงแต่ให้ข้อเท็จจริง ดังนั้นใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง จะต้องรับผิดชอบ เพราะถ้ายื่นไปจะต้องมีการตรวจสอบว่าลายมือชื่อถูกต้องจริงหรือไม่ ผู้ที่ลงชื่อเข้าใจตามที่ยื่นหนังสือมาหรือไม่ แกนนำที่มายื่นต้องรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่เพียงพอ ต้องติดตามการเคลื่อนไหวต่อ และจะดำเนินการตามความเคลื่อนไหวที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งต้องขึ้นอยู่บนความพอดี และระมัดระวัง เพราะมีคนที่จ้องว่า ถ้าดำเนินการอะไรไม่พอดี จะหยิบมาเป็นเงื่อนไขที่จะย้อนมาเป็นปัญหา
 
 สำหรับกรณีที่กระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะให้ประชาชนมาถอนรายชื่อถวายฎีกานั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าไม่ทราบรายละเอียด เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดไปดำเนินการ แต่ตนคิดว่าควรจะทำในเรื่องตรวจสอบจะดีกว่า นอกจากจะมีประชาชนที่ทราบข้อเท็จจริงแล้วไม่ประสงค์จะให้ชื่อของตัวเองอยู่ ในรายชื่อการถวายฎีกา ก็มาแจ้งความจำนงได้ สิ่งสำคัญต่อไปคือการตรวจสอบมากกว่า เพราะตนเชื่อว่าคนจำนวนมากอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าไปลงชื่อด้วยเรื่องอะไร และขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีตัวเลขคนลงชื่อเท่าไหร่ และที่บอกว่ามี 4-5 ล้าน รายชื่อก็ไม่รู้ว่านับจากอะไร รวมทั้งยังไม่ทราบว่าจะยื่นเมื่อใด และกว่าที่เรื่องมาถึงรัฐบาล ต้องผ่านสำนักราชเลขาธิการสำนักพระราชวังก่อน
           
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ นายกรัฐมนตรีใช้เวลาในช่วงเช้าก่อนมาทำงาน