
สนช.ตั้งอนุกรรมการ10คณะลงพื้นที่กลุ่ม10จว.
26 พ.ค. 2559
สุรชัย เผย สนช.ตั้งอนุกรรมการ 10 คณะ ลงพื้นที่กลุ่ม 10 จังหวัด แจงคำถามพ่วง กำชับห้ามรณรงค์ชี้นำโหวตรับ
26 พ.ค.59 ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ 2559 ว่า งบประมาณจำนวน 20 ล้านบาท จะถูกจัดสรรให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสนช. ที่ก่อนหน้านี้ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ นำไปใช้ในภารกิจต่างๆ ไม่เกี่ยวกับงบประมาณที่สนช.จะนำไปใช้ลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงประชามติ ที่มาจากการเกลี่ยในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยรูปแบบการชี้แจง สนช.ได้ตั้งคณะกรรมดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นคำถามเพิ่มเติม และอนุกรรมการจำนวน 10 คณะ เพื่อลงพื้นที่ 10 กลุ่มจังหวัด ยืนยันว่า การลงพื้นที่ของสนช.ไม่มีความหนักใจ เพราะเราทำหน้าที่ไปตามที่กฎหมายกำหนด และได้กำชับสมาชิกสนช.ทุกคนที่ลงพื้นที่ว่า ห้ามมีการรณรงชี้นำว่า ต้องโหวตรับหรือไม่รับคำถามพ่วง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประชามติ
“มั่นใจว่า คงไม่มีความพยายามวิจารณ์คำถามพ่วงเพื่อเชื่อมโยงนำไปสู่การคว่ำร่างรัฐ ธรรมนูญ ที่ผ่านมา สนช. ได้ชี้แจงไปแล้ว 3 เวที ก็ยังไม่เกิดเหตุลักษณะดังกล่าว แต่หากเกิดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่จะต้องดูแลตามกฎหมายประชามติ“ นายสุรชัย กล่าว
สนช.พิจารณา 3 วาระรวด ผ่านงบค้างท่อ 2 หมื่นกว่าล้านบาท
เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 26 พ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็น ผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณในแต่ละปี จะกำหนดไว้ว่า ให้หน่วยราชการใด กระทรวงใดได้งบประมาณเท่าไหร่ แต่เมื่อพบว่า หน่วยงานเจ้าของงบประมาณนั้น ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือปฏิบัติภารกิจนั้นทำแล้วเสร็จ หรือมีเหตุจำเป็นต้องโอนงบประมาณจากหน่วยหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง แต่การโอนงบข้ามหน่วยงาน ไม่สามารถกระทำด้วยคำสั่งของใครก็ได้ เพราะมีการระบุว่า การโอนงบข้ามหน่วยงานจะต้องออกเป็นพ.ร.บ.เท่านั้น
นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณข้ามกระทรวงและกรม เพราะส่วนราชการที่เป็นเจ้าของเดิมไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ หรือปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หรือมีเหตุจำเป็นต้องปฏิรูปในเรื่องระบบของงบประมาณใหม่ เพื่อให้งานบางอย่างเดินหน้าเรียบร้อย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้จัดการกับงบประมาณของหน่วยงานตนเอง โดยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ 31 มี.ค. 59 และหากมีการลงนาม ต้องกระทำให้เสร็จภายใน 31 พ.ค. 59 หากไม่สามารถทำได้ก็ต้องโอนงบประมาณ โดยโอนงบในส่วนนี้มาเป็นงบกลางเพื่อสำรองจ่ายที่จำเป็นอีกหลายหลายรายการ เพราะเหลือเวลา 4 เดือนก็จะสิ้นปีงบประมาณแล้วก็ให้โอนมาจัดการตั้งเป็นงบประมาณใหม่ของหน่วยงานอื่นที่เขาเดือดร้อนจำเป็น ที่ต้องขับเคลื่อนงานบางอย่าง โดยงบประมาณจะโอนมาจาก 25 หน่วยงาน จำนวน 22,106,555,000 บาท จัดเป็นงบกลางจำนวน 21,885,555,000 บาท และสำนักเลขาธิการวุฒิสภา แผนงานสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาล และหน่วยงานรัฐจำนวน 21,000,000 บาท
“ ยืนยันว่าการโอนงบครั้งนี้ไม่กระทบกับโครงการที่ดีและแผนงานที่ดำเนินการเป็นปกติ เพราะหากโครงการใดที่ทำไปแล้ว ก็สามารถทำต่อได้ ดังนั้นจึงขอความกรุณาจาก สนช.ให้พิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามในตัวร่างพ.ร.บ.ทางครม.ขอแก้ไขเพิ่มเติมตัวร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็น ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายพ.ศ.2559 “ นายวิษณุ กล่าว
จากนั้นเปิดให้สมาชิกอภิปรายในขั้นรับหลักการ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนในการโอนงบประมาณ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการผันงบประมาณเช่นนี้ มีความเป็นห่วงว่า หน่วยงานต่างๆ จะเร่งใช้จ่ายงบอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ พร้อมมีข้อเสนอว่า สำนักงบประมาณควรจะนำงบประมาณปกติตั้งแต่ปี 2557-2559 มาประกอบการพิจารณาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 หากพบว่าหน่วยงานใดใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี เพราะเชื่อว่าในปีต่อไป ก็จะมีการโอนงบในลักษณะนี้อีก ดังนั้นควรจัดสรรงบให้เหมาะสมกับหน่วยงานนั้นๆ ตั้งแต่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องมีการปรับโอนงบประมาณในครั้งนี้ เพราะมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วปรากฏว่ามีเงินเหลือจ่าย 7,416 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วเป็นจำนวนเงิน 2,431 ล้านบาท และเป็นรายการที่ไม่สามารถลงนามตามสัญญาได้ภายในกำหนดวันที่ 31 พ.ค.2559 จำนวน 12,273 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เมื่อประกาศจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วแต่ไม่มีผู้เข้ามา เสนอราคาและไม่มีผู้มีคุณสมบัติพอจะเข้ามาเสนอราคา จึงจำเป็นต้องปรับรายการงบประมาณ
“คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2558 และ 29 ธ.ค.2558 เพื่อกำหนดเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการประจำปี 2559 ต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการเบิกจ่ายของทุกหน่วยงานว่าต้องเบิกจ่ายให้ได้ ไม่น้อยกว่า 96% เมื่อได้ดำเนินการตามแผนผลปรากฏว่าสามารถบรรลุเป้าหมายได้พอสมควรเมื่อเทียบ กับปีที่ผ่านมา” นายสมศักดิ์ กล่าว
ต่อมาที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนนเสียง 158 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 โดยนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิปสนช.ได้เสนอให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณา 3 วาระ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ จากนั้นได้พิจารณาวาระ 2 และลงมติให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 155 ต่อ 0 เสียง ได้ประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ นายวิษณุ ได้กล่าวขอบคุณว่า การขอโอนงบประมาณครั้งนี้ จะนำสิ่งที่สนช.ได้ให้ความเห็น พิจารณาไป เสนอต่อรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ตามความมุ่งหมายทุกประการ



