
โศกนาฏกรรมไฟคลอกด.ญ.17ศพต้องเข้มรปภ.
โศกนาฏกรรมไฟคลอกด.ญ.17ศพ ต้องเข้มมาตรการปลอดภัยสกัดซ้ำรอย : ณัฐวัตร ลาพิงค์ / นิศานาถ กังวาลวงศ์
เสียงร่ำไห้ น้ำตานองหน้าของบุพการี ระงมไปทั่วโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็นภาพน่าเวทนาและสงสารของผู้พบเห็น หลังจากกลุ่มควันและเพลิงไหม้ได้กระชากชีวิตและดวงใจของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อกลางดึกวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ไฟไหม้หอพักนักเรียนหญิงครั้งนี้ คร่าชีวิตน้อยๆ ไป 17 คน บาดเจ็บ 5 คน ปลอดภัย 14 คน ซึ่งผู้รอดชีวิตต้องได้รับการเยียวยาทางจิตใจ เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก
สังคมจึงมีคำถามตามมาถึงมาตรการความปลอดภัยและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ที่ควรจะมีไว้ตามหลักสากล รวมไปถึงบุคลากรที่ดูแลหอพักก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยเหลือในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะสถานที่เกี่ยวข้องกับเด็กจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลอย่างรัดกุมและรอบคอบ เนื่องจากเด็กยังเป็นวัยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มาก ต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ ขณะเดียวกันหอพักที่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็ตั้งอยู่ในชุมชนห่างจากถนนสายหลักประมาณ 100 เมตร แต่ทำไมการช่วยเหลือจึงไม่ทันการณ์จนต้องสูญเสียชีวิตเด็กนักเรียนจำนวนมากเช่นนี้
“เรวัตร วาสนา” ผู้จัดการโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา ชี้แจงถึงการดูแลว่า โดยระเบียบแล้ว หอพักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมูลนิธิพันธกิจสุขสันต์ (องค์กรสาธารณประโยชน์) เป็นอาคารเก่า อายุ 41 ปี โดยมูลนิธิทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสและการศึกษาที่ห่างไกลที่มีความประสงค์ที่จะเรียน เมื่อเข้าสู่ระบบของโรงเรียนเอกชน โรงเรียนจึงต้องอยู่ในกฎระเบียบของ พม. มีกฎระเบียบว่าด้วยเรื่องของการดูแลเด็กนักเรียนตามขั้นตอนว่าต้องมีพี่เลี้ยงจำนวนกี่คน มีครูกี่คน
ช่วงปกติหอพักแห่งนี้มีนักเรียนหญิงพักอยู่ในอาคาร 38 คน นอนห้องละ 7-8 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา เพราะโรงเรียนเน้นให้พักอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างเด็กโตและเด็กเล็ก ปกติแล้วจะมีครู 2 คน แม่บ้าน 2 คน และผู้จัดการหอพักอีก 1 คน รวมเป็น 5 คน สำหรับเข้ามาดูแลเด็กขณะพักอาศัยอยู่ที่หอเป็นเช่นนี้ประจำทุกวัน
“แต่ในช่วงที่เกิดเหตุเป็นวันหยุดวันอาทิตย์ มีครู 1 คน ลากลับบ้าน จึงเหลือครูผู้ดูแลเด็กเพียง 1 คน แม่บ้าน 2 คน และผู้จัดการหอ 1 คน รวมเป็น 4 คน ซึ่งช่วงเวลาเกิดเหตุตอนกลางคืน แม่บ้านดูแลหอพัก 2 คนได้หมดหน้าที่ประจำวัน และต้องกลับบ้าน จึงเหลือครูพี่เลี้ยง 1 คน และผู้จัดการหอ 1 คน และช่วงเกิดไฟลุกไหม้ผู้จัดการหอออกไปอาบน้ำบริเวณห้องพักผู้จัดการ ซึ่งอยู่ห่างจากหอพักไปประมาณ 50 เมตร จึงมีครูอยู่เพียง 1 คน ได้ช่วยเหลือเด็กออกมาได้ทั้งหมด 13 คน กระทั่งหมดแรง และจำเป็นต้องโดดหนีออกมาจากหน้าต่างเพื่อเอาชีวิตรอด ยืนยันว่าหอพักไม่มีลูกกรง เป็นหอพักหน้าต่างแบบโล่ง ล็อกจากด้านในเท่านั้น เด็กสามารถเปิดปิดได้ตามสะดวก”
เรวัตร กล่าวว่า โรงเรียนก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะมีระบบป้องกันอัคคีไฟหรือเซฟทีคัทไว้หมดแล้ว และเพิ่งติดตั้่ง แต่ไฟที่ลุกไหม้ทำให้เด็กด้านบนลงมาไม่ได้ และครูหญิงก็ช่วยเด็กอย่างเต็มความสามารถแล้ว โดยนำเด็กโรยตัวลงมาจากทางหน้าต่างจนแม้แต่ตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บแทบไม่รอดชีวิต
ขณะที่การสอบสวนสาเหตุเพลิงไหม้ เบื้องต้นมุ่งปมเกิดจากพลาสติกขั้วหลอดไฟนีออนเกิดช็อตจนร้อนจัดหลอมละลายหยดใส่กองผ้าติดไฟ แต่ผลสรุปชัดเจนยังต้องรอการยืนยันพิสูจน์ที่แน่ชัดอีกครั้ง
พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ รอง ผบช.ภ.5 กล่าวว่า ทุกฝ่ายกำลังทำงานเพื่อคลี่คลายคดี ทำให้เริ่มได้เค้าของสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้แล้ว และทราบถึงจุดที่เป็นต้นเพลิงที่ชั้นแรกของตัวบ้าน อย่างไรก็ตามคงต้องรอผลจากหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานก่อนจึงจะสรุปผลให้ชัดเจนได้ เพราะคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การดำเนินการจะต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบทางด้านจิตใจ และเมื่อมีกระแสหลายๆ อย่างออกมาก็ไม่ควรไปอ่อนไหว เช่น กรณีมีการระบุว่าประตูบ้านพักปิดจากด้านนอก ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะประตูปิดจากด้านใน แต่สาเหตุที่เด็กไม่สามารถหลบหนีออกจากทางบันไดปกติได้ เพราะไฟได้โหมลุกไหม้บริเวณดังกล่าวอย่างหนักจึงต้องใช้การโรยตัวออกทางหน้าต่างชั้น 2
ส่วนมาตรการป้องกันอัคคีภัยในอาคารหอพัก กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 บัญญัติว่า อาคารเก่าที่เป็นอาคารสูงและอาคารสาธารณะ อาคารสูง 4 ชั้นขึ้นไป ต้องติดตั้งบันไดหนีไฟที่มิใช่บันไดแนวดิ่ง เพิ่มจากบันไดหลัก จัดแบบแปลนแผนผังของอาคารแต่ละชั้น ติดไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณห้องโถงหรือหน้าลิฟต์ทุกชั้น และบริเวณชั้นล่างต้องมีแบบแปลนของทุกชั้นเก็บไว้ ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทุกชั้น ติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างสำรอง ติดตั้งระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า อย่างไรก็ตามหอพักที่เกิดเหตุไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ครบตามกฎกระทวงกำหนด ซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนรายละเอียด
สำหรับหอพักดังกล่าวก่อสร้างมานานกว่า 41 ปีแล้ว ก่อสร้างในปี 2517 และเปิดใช้ในปี 2518 อดีตเป็นโบสถ์ของมูลนิธิพันธกิจสุขสันต์ ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ ต่อมาโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ.เวียงป่าเป้า ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวปรับปรุงเป็นอาคารหอพักให้แก่นักเรียน มาตั้งแต่เมื่อปี 2551 สอนในระดับอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีมูลนิธิช่วยเหลือให้ที่พักแก่เด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาบนพื้นที่สูงให้เข้ามาศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้
“นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ได้ประสานกับทีมสุขภาพจิตของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และทีมเครือข่ายในพื้นที่ จ.เชียงราย ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุเป็นการเบื้องต้น เพื่อให้เกิดการผ่อนคลายไม่ตึงเครียดและสงบลง ซึ่งการทำงานจะประเมินอาการเบื้องต้นพร้อมให้คำแนะนำ ส่วนในระยะกลางจะรวบรวมข้อมูล ซึ่งผู้ที่ประสบเหตุอาศัยอยู่ในหลากหลายพื้นที่ ทั้งในพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บางส่วนอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะประสานและส่งรายชื่อหลังจากประเมินแล้ว ส่งให้พื้นที่ที่ผู้ประสบเหตุอาศัยอยู่ติดตามเยียวยาต่อไป
“ด้านระยะเวลาในการติดตามเยียวยานั้น ไม่สามารถที่จะกำหนดได้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับผู้ประสบเหตุว่ามีสภาพจิตใจเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ในช่วงแรกอาจจะมีความถี่สูง หลังจากนั้นจะมีตามสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับการเยียวยา หากมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นระยะความถี่จะห่างออกมาจนกระทั่งสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับการเยียวยาจะกลับสู่ปกติ” นพ.วัชรพงษ์ กล่าว
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า กล่าวด้วยว่า กลุ่มหลักที่ทางทีมจิตเวชจะเข้าติดตามและเยียวยาสภาพจิตใจ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.ผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2.กลุ่มเด็กนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งผู้ปกครองของเด็ก 3.กลุ่มครูที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งทีมงานที่มีอยู่เพียงพอกับการเยียวยา เนื่องจากมีโรงพยาบาลในอำเภอต่างๆ ของ จ.เชียงรายเข้าช่วยในครั้งนี้
จากเหตุการณ์ดังล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปทบทวนมาตรการ กฎระเบียบ และแผนการซักซ้อมกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ว่าจะปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องอัคคีภัย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในสังกัดรัฐหรือเอกชน โรงเรียนที่มีเด็กอยู่ประจำ โรงเรียนที่เด็กไปเช้าเย็นกลับ ก็ต้องไปทบทวนมาตรการในการดูแลเด็กด้วย โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอาคารสูง เช่น โรงเรียนมัธยม
“คงจะยอมไม่ได้ถ้าจะเกิดกรณีนี้ซ้ำขึ้นอีก เสียใจมาก สงสารเด็กๆ รู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเกิดเหตุครูเวรที่ดูแลอยู่ที่ไหน และมีระบบดูแลหรือไม่ เพราะจากที่ดูอาคารที่ไฟไหม้สูงเพียง 2 ชั้น แต่เป็นหอพักของเด็กเล็กและเกิดในช่วงกลางคืน ดังนั้นขอให้ผู้บริหารองค์กรหลักให้ความสำคัญในเรื่องอัคคีภัย เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำให้เกิดความสูญเสีย และเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง”
หลังโศกนาฏกรรมไฟคลอกเด็กหญิง 17 ศพ คงได้เห็นการตื่นตัวตรวจสอบมาตรการต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยในสถาบันการศึกษาและหอพักนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งแม้มาตรการ กฎระเบียบ และอุปกรณ์มีความสำคัญก็จริงอยู่ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ต้องตระหนักในหน้าที่และตรวจสอบอย่างรอบคอบสม่ำเสมอ อย่าให้เป็นเพียง “วัวหายล้อมคอก” ที่กระทำชั่วคราวแล้วก็ลืมเลือนกลับไปเป็นเหมือนเดิม
นาทีช่วยชีวิตกับภาพสะเทือนใจ
เหตุเพลิงไหม้หอพักนักเรียนหญิงยังเป็นภาพติดตรึงในใจของเหล่าเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ชีพ ที่ต่างระดมเข้าช่วยเหลืออย่างทุ่มเท เพราะผู้ประสบภัยเป็นเด็กเล็กจำนวนมาก แต่การช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างยากลำบาก...
“จักรกริช พรหมเรืองฤทธิ์” หัวหน้าฝ่ายป้องกันเทศบาลเวียงป่าเป้า เล่าถึงนาทีระทึกไฟไหม้หอพักนักเรียนโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ทางหน่วยได้รับแจ้งในเวลาประมาณ 23.15 น. และได้จัดรถดับเพลิงเข้าไปยังพื้นที่ โดยใช้เวลา 5 นาที เมื่อไปถึงยังพบว่าหน้าต่างและประตูของห้องเรียนยังคงปิดอยู่ พบว่าเด็กส่วนใหญ่หมดสติ เพราะสำลักควัน โดยเพลิงได้ลุกโหมจากชั้นล่างทำให้ต้องฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงเอาไว้และเข้าไปช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ภายใน
“เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปในห้องนอนทางด้านซ้ายของอาคาร ซึ่งพบว่ามีเด็กนอนอยู่บนเตียงในสภาพสะลึมสะลือไม่ได้สติ เพราะเกิดจากสำลักควัน ทำให้การลำเลียงเด็กลงจากห้องนอนเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากควันปกคลุมอย่างหนาแน่น ประกอบกับต้องใช้บันไดในการลำเลียงเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองออกมาทีละคน และต้องทำทีละห้อง จึงเป็นไปอย่างล่าช้า สำหรับการควบคุมเพลิงใช้เวลานานประมาณ 40 นาที จึงสามารถควบคุมเอาไว้ได้” จักรกริช เล่าถึงนาทีช่วยชีวิต
ด้าน “วสันต์ กันทะวัง” เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลเวียงป่าเป้า ที่เข้าไปถึงพื้นที่เป็นชุดแรก เล่าเหตุการณ์ว่า การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะมีควันมาก และเด็กสำลักควันจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยเข้าไปช่วยเหลือได้เพียง 4 คน ส่วนอีก 2 คน ไม่สามารถช่วยเหลือออกมาได้ เพราะขาดอากาศหายใจเสียชีวิตก่อนแล้ว จึงช่วยเหลือคนที่ยังมีชีวิตลงมาก่อน
“ส่วนใหญ่ที่พบว่ารอดชีวิตยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ต้องไปปลุกให้ตื่นเพื่อเรียกสติกลับมา สำหรับคนที่เสียชีวิตพบอยู่บนทางเดินภายในอาคาร ซึ่งการลำเลียงผู้รอดชีวิตต้องใช้เจ้าหน้าที่ 5-6 คน อุ้มออกมาทางหน้าต่างโรยตัวลงมา ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะนอกจากมีควันหนามากและไฟยังคงโหมอยู่แล้ว ยังอยู่ในความมืด ไม่มีไฟส่องสว่าง หลังจากช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมา และควบคุมเพลิงได้สำเร็จก็ได้ตรวจสอบซากอาคารเพื่อกู้ร่างของผู้เสียชีวิตออกมา”
ส่วนการกู้ร่างผู้เสียชีวิตก็ไม่สามารถเดินตามทางเดินได้ เพราะพื้นไม้ทรุดลงไปเหลือแต่โครงสร้างอาคาร ดังนั้นการเดินสำรวจภายในต้องใช้บันไดพาดตามโครงสร้างเพื่อไปตรวจสอบยังห้องต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาเช่นกันในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต
“สุหฤท พุ่มสวรรค์” ประธานเจ้าหน้าที่กู้ภัยของมูลนิธิสยามร่วมใจ อ.เวียงป่าเป้า กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับแจ้งได้เข้าพื้นที่พร้อมด้วยสมาชิกร่วม 10 คน และรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลเวียงป่าเป้า 2 คัน เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยใช้บันไดหนีไฟไต่ขึ้นไปยังบริเวณชั้น 2 เพื่อเร่งหาเด็กที่ยังติดอยู่ด้านในอาคาร แต่พบว่าเด็กหลายรายถูกไฟคลอกเสียชีวิตรวม 17 คน เป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตเกิดจากสำลักควันไฟและไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน
“เอกพันธ์ หาญกล้า” กู้ภัยมูลนิธิสยามร่วมใจ อ.เวียงป่าเป้า กล่าวถึงนาทีชีวิตว่า “ตอนที่มาถึงไฟไหม้ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 แล้ว โดยพบว่าชั้น 2 มีควัน พยายามช่วยเหลือเด็กที่โรยตัวลงมา และนำบันไดไปต่อที่ฝั่งซ้ายของอาคาร แต่พบว่าเพลิงโหมรวดเร็วมาก ต้องรอให้รถดับเพลิงเข้ามาระดมฉีดน้ำ จากนั้นใช้เวลา 2 ชั่วโมงจนดับไฟได้ และได้เข้าไปในอาคารพบว่าเด็กบางส่วนเสียชีวิตถูกไฟไหม้ รู้สึกหดหู่กับภาพที่เห็น เพราะเป็นเด็กเล็ก และเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนี้น่าจะรุนแรงที่สุดตั้งแต่เคยทำงานมา”



