ข่าว

‘บิ๊กตู่’เสียใจไฟไหม้หอพักนร.เวียงป่าเป้าดับ17ศพ

‘บิ๊กตู่’เสียใจไฟไหม้หอพักนร.เวียงป่าเป้าดับ17ศพ

24 พ.ค. 2559

‘บิ๊กตู่’เสียใจไฟไหม้หอพักนร.เวียงป่าเป้าดับ17ศพ สั่งฝ่ายมั่นคงตรวจความปลอดภัยทั่วประเทศ สธฉ. แนะ 5 วิธีเอาตัวรอดเบื้องต้นเหตุเพลิงไหม้ หนุนศธ.ออกคู่มือรับมือ

 
“บิ๊กตู่” เสียใจไฟไหม้คลอก ด.ญ.17 ศพหอพัก นร.เวียงป่าเป้า สั่งล้อมคอกให้ทุกกระทรวงตรวจสอบมาตรการปลอดภัยทั่วประเทศ ส่วนการดับเพลิง-ช่วยผู้ประสบภัยมอบฝ่ายความมั่นคงไปวางแผนใช้ ฮ.ช่วยเหลือ ด้านธารน้ำใจหลั่งไหลยอดบริจาคสิ่งของ-เงินรวมกว่า 2 ล้าน ตร.เร่งสอบปากคำพยานยันต้องมีผู้รับผิดชอบ
 
          ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้หอพักนักเรียนชั้นประถมของโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา มูลนิธิพันธกิจสุขสันต์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ทำให้เด็กหญิง 17 คน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนจึงได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบมาตรฐานของทุกอย่างทั้งหมดทั่วประเทศ ไม่ว่าจะในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานที่อาจหย่อนยานลงไปบ้าง โดยเฉพาะอุบัติภัยลักษณะต่างๆ ที่จะต้องมีการเรียนรู้แผนเผชิญเหตุ ไม่ใช่เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วตกใจกัน ตนเข้าใจว่าคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นทุกคนต้องนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้

          “ส่วนอุบัติภัยบนตึกสูง ที่ยังคงมีปัญหาเรื่องการดับเพลิง หรือการช่วยเหลือประชาชน ได้มอบให้ฝ่ายความมั่นคงไปวางแผน ทั้งทางทหาร และการใช้เฮลิคอปเตอร์ หรือลานจอดต่างๆ ซึ่งได้เคยสั่งการเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแล้ว วันนี้ก็ต้องมาทบทวนกันใหม่อีกครั้ง ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” นายกฯ กล่าว

          ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บเพื่อไปรับทราบเหตุการณ์และจะได้ดูว่ามีอะไรที่รัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือได้บ้าง ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ เพราะเป็นเด็กเล็กๆ ทั้งนั้น คิดว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนก็ตาม และหลังจากนี้ก็คงต้องมีมาตรการที่จะต้องดูแลให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

          ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่โรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้จัดตั้งโต๊ะสำหรับรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ทุกประเภท รวมไปถึงเงินช่วยเหลือของประชาชนจากหลายพื้นที่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (23 พ.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ทั้งในส่วนของโรงเรียนและผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ สำหรับสิ่งของที่นำมาช่วยเหลือ อาทิ เครื่องนุ่งห่ม ผ้าปูที่นอน น้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยว อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงธารน้ำใจยอดบริจาคช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 2 ล้านบาท ทั้งบริจาคด้วยเงินสดและโอนผ่านบัญชีของนางกัญญาริชา ทรงวัฒนา บัญชีเพื่อช่วยเหลือเด็กเสียชีวิตจากเพลิงไหม้ และมทบ.37 ได้บริจาคผ้าห่ม 60 ผืน ผ้าเช็ดตัว 60 ผืน เสื้อกันหนาว 50 ตัว น้ำผลไม้ 10 ลัง และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชุดเด็ก 80 ชุด ผ้าห่ม 40 ผืน เสื้อยืด 40 ชุด ปลากระป๋องจำนวนหนึ่ง

          นางพิมพ์ วาสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา เปิดเผยว่า ได้ตั้งโต๊ะขอรับบริจาคเงินเพื่อสร้างหอพักหญิงแห่งใหม่ให้แก่เด็กนักเรียน เนื่องจากหอพักเดิมถูกเพลิงไหม้มีสภาพทรุดโทรมและไม่สามารถซ่อมแซมได้และจะทุบทิ้งในอีกไม่ช้า และเหตุที่ต้องทุบทำลายเนื่องจากไม่อยากให้ครู ผู้ปกครองและเด็กๆ ได้จดจำภาพที่สะเทือนใจ และจะใช้พื้นที่หอพักหญิงหลังเดิมที่ถูกเพลิงไหม้ทำเป็นสวนผัก เพื่อเป็นพื้นที่การศึกษาวิชาเกษตรให้แก่เด็กนักเรียน

          ส่วนหอพักหญิงหลังใหม่คาดว่า จะสร้างบนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ บริเวณด้านข้างอาคารเรียนของเด็กอนุบาล ขณะที่งบการสร้างคาดว่าจะใช้ราว 2 ล้านบาท ลักษณะหอพักหญิง 1 ชั้น นอกจากนี้ตนพร้อมด้วยคณะครูได้นำเงินสินไหมทดแทนรายละ 1 หมื่นบาท มอบให้แก่เด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ 5 คน และจะเฝ้าติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเรียนการสอนในสัปดาห์นี้ได้งดทั้งหมด เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการหาสาเหตุและกระบวนการเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งอนุญาตให้เด็กนักเรียน 150 คน กลับไปอยู่ที่บ้านกับครอบครัว และเมื่อครบ 1 สัปดาห์ จึงให้กลับมาเรียนได้ตามปกติ

          ด้าน นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ นายอำเภอเวียงป่าเป้า เปิดเผยถึงการบริจาคเงินช่วยเหลือว่า เนื่องจากในปัจจุบันการเปิดบัญชีเพื่อรับการช่วยเหลือมีหลายบัญชีทางอำเภอจึงสรุปบัญชีเอาไว้ 2 บัญชี เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยตรง ไม่ใช่นำไปใช้เพื่อการอื่น โดยประกอบไปด้วยบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนท่าแพ จ.เชียงใหม่ ชื่อบัญชี “ช่วยเหลือเด็กเสียชีวิตจากเพลิงไหม้ เวียงป่าเป้า” หมายเลขบัญชี 012-3-98314-9 และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาเวียงป่าเป้า ชื่อบัญชี “ช่วยเหลือน้องผู้ประสบภัย โรงเรียนพิทักษ์เกียรติ อ.เวียงป่าเป้า” หมายเลขบัญชี 020-0-7248078-2

          นายประเสริฐ กล่าวว่า การช่วยเหลือครอบครัวเด็กนักเรียนเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนราชการที่มีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลอยู่ ส่วนนี้กำลังตรวจสอบและดำเนินการให้การช่วยเหลือและเยียวยา ส่วนที่ 2 ทางโรงเรียนได้ทำประกันภัยความรับผิดชอบของสถานศึกษาต่อนักเรียนกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ดูแลอยู่ โดยเบื้องต้นจะได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยในกรณีเสียชีวิต รายละ 1 แสนบาท และจากความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่มีต่อนักเรียนกรณีเสียชีวิตอีกรายละ 1 แสนบาท รวมผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาจำนวน 2 แสนบาท นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคเข้าบัญชี ช่วยเหลือเด็กเสียชีวิตจากเพลิงไหม้เวียงป่าเป้า ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าแพ ล่าสุดมีจำนวน 1,002,957.31 บาท

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศยังน่าสลดใจโดยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ยังรอรับศพลูกหลาน ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ต่างเดินทางไปยังบริเวณด้านหน้าบ้านพักที่เกิดเหตุ เพื่อไปหาเก็บรองเท้าที่วางไว้หน้าบ้านพัก ขณะที่บางคนก็นำข้าวน้ำดื่มไปวางไว้ที่บันไดด้านหน้า พร้อมทำพิธีสวดตามภาษาชนเผ่าตนเอง โดยมีเสียงร้องไห้กันระงมเป็นที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

          นางปราณี สัตย์ธัญญากูล อายุ 29 ปี มารดาของ ด.ญ.จันทรา แซ่วะ นักเรียนชั้น ป.2 และหลานสาวชื่อ ด.ญ.ขวัลลักษณ์ แซ่เล่า ชั้น ป.2 ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ลูกสาวและหลานสาวเข้าเรียนและกินนอนอยู่เตียงเดียวกันมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว เมื่อมาเสียชีวิตพร้อมกันเช่นนี้ทำให้เสียใจมาก อยากจะรับศพของลูกและหลานไปจัดการตามประเพณี แต่เนื่องจากร่างของลูกและหลานไม่มีเค้าเดิมจึงต้องรอผลการตรวจ โดยเจ้าหน้าที่ให้รอก่อน และบอกว่าผลการตรวจจะออกมาอีก 2 สัปดาห์ คงรอไม่ไหว เพราะไม่อยากกลับไปบ้านก่อนแล้วกลับมารับศพ ทำให้เสียใจหนักกันอีกรอบ
          
          น.ส.สุชาดา แซ่มั่ว อายุ 22 ปี ครูเวรที่นอนเฝ้าเด็กในคืนเกิดเหตุ และได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังใช้ไม้เท้าเดินทางไปให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่า คืนเกิดเหตุได้นอนพักอยู่กับเด็กในห้องตามปกติ และเด็กเริ่มทยอยเข้านอน แต่ปรากฏว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งพบว่าเกิดไฟไหม้จึงได้ตะโกนเรียกคนอื่นๆ และมาแจ้งให้ตนทราบ จึงไปตรวจดูพบมีกลุ่มควันไฟคละคลุ้งและมีเปลวไฟลุกจากชั้นล่างตรงบันได แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทำให้หลงทิศทาง เพราะกลุ่มควันกระจายทั่วบริเวณ ก่อนตั้งสติและพาเด็กๆ ไปที่หน้าต่าง แล้วทำเชือกจากเสื้อผ้าร้อยกันลงมา เพื่อโรยตัวลงไปทีละคน แต่จำไม่ได้ว่าลงไปได้กี่คนและเหลืออีกกี่คน เพราะเหตุการณ์รวดเร็วมาก จากนั้นก็หมดสติขณะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง และตกลงไปกระแทกพื้นไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวก็พบว่าไฟลุกไหม้บนตัวอาคารทั้งหมดแล้ว

          วันเดียวกัน พ.ต.อ.ประทักษ์ เจริญศิลป์ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ร่วมกับ นายวรวรรณ วงศ์คำ หัวหน้าแผนกก่อสร้างและปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สาขาเวียงป่าเป้า พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านกระแสไฟฟ้า ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ กฟภ.ระบุว่ากรณีมีกระแสข่าวว่าหลอดไฟที่อยู่ชั้นล่างเกิดประกายไฟและลุกไหม้วัตถุจนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามนั้น เป็นไปได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสรุปจากกองพิสูจน์หลักฐานยืนยันเป็นทางการอีกครั้ง

          ขณะที่ พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ รอง ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อคลี่คลายคดี โดยคณะทำงานชุดสอบสวนได้ทยอยเรียกสอบปากคำพยานและผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด

          พล.ต.ต.ทรงธรรม เปิดเผยว่า เริ่มได้เค้าของสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้แล้ว และทราบถึงจุดที่เป็นต้นเพลิงที่ชั้นแรกของตัวบ้าน อย่างไรก็ตามคงต้องรอคำตอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานก่อน จึงจะสรุปผลให้ชัดเจนได้ เพราะคดีลักษณะนี้จะสรุปสำนวนได้ก็ด้วยหลักฐานที่ชัดเจน และการสอบปากคำจากผู้ที่เกี่ยวข้องจึงยังไม่อาจชี้ชัดลงไปในทันที

          “คดีนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การดำเนินการจะต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบทางด้านจิตใจ และเมื่อมีกระแสหลายๆ อย่างออกมาก็ไม่ควรไปอ่อนไหว เช่น กรณีที่ระบุว่าประตูบ้านพักปิดจากด้านนอกซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะประตูปิดจากด้านใน แต่สาเหตุที่เด็กไม่สามารถหลบหนีออกจากทางบันไดปกติได้ เพราะไฟได้โหมลุกไหม้บริเวณดังกล่าวอย่างหนัก จึงต้องใช้การโรยตัวออกทางหน้าต่างชั้น 2 และเกิดความสูญเสียขึ้น” รอง ผบช.ภ.5 กล่าว

          ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้สอบปากคำพยาน อาทิ เจ้าของโรงเรียน ครูเวร แม่บ้าน นักเรียนที่รอดชีวิตไปแล้วทั้งหมด 15 ปาก ยืนยันหากพยานหลักฐานปรากฏว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          นอกจากนี้ จะตรวจสอบอาคารดังกล่าวด้วยว่าถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารหรือไม่ เนื่องจากลักษณะการเสียชีวิตของนักเรียนอยู่ในจุดเดียวกันจำนวนมาก โดยขณะนี้มีผู้เสียหายจากเหตุดังกล่าวเดินทางเข้าแจ้งความแล้วจำนวนกว่า 40 ราย ส่วนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลยังอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะพิสูจน์ทราบทั้งหมด และหากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการชดใช้และเยียวยา ตามกฎหมายสามารถฟ้องแพ่งได้ และกรณีผู้เสียหายรายใดมีฐานะยากจนทำให้ไม่มีช่องทางในการเรียกร้องค่าเสียหายก็สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของภาครัฐ

          พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยืนยันต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะเข้าข่ายประมาทหรืออุบัติเหตุ ต้องรอผลสอบสวน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจุดต้นเพลิงมาจากหลอดไฟดวงหนึ่ง ที่มีลักษณะหลอมละลายด้วยความร้อน ก็จะต้องตรวจสอบว่า หลอดไฟและการติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ยืนยันตำรวจจะดำเนินคดีด้วยความรอบคอบโปร่งใส
 

เล็งฟื้น‘นักจิตวิทยา’ในร.ร.ช่วยเหลือดูแลเด็กมีปัญหา


            นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีแนวโน้มในการรื้อฟื้นโครงการสร้างนักจิตวิทยาในโรงเรียนขึ้นมาใหม่ จากที่เคยร่วมกับกรมสุขภาพจิตทำเป็นโครงการนำร่องเมื่อปี2556-2557ใน20โรงเรียน แล้วพบว่าได้ผลดี เมื่อเด็กมีปัญหาก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้ความช่วยเหลือได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เบื้องต้นในส่วนของศธ.ต้องทำเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังคนก่อน

            ส่วนงานทางด้านวิชาการกรมสุขภาพจิตมีความพร้อมในการฝึกอบรมนักจิตวิทยาอยู่แล้ว หากทำ2เรื่องนี้ควบคู่กันก็น่าจะเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น ส่วนจะทันปีการศึกษานี้หรือไม่นั้นก็ต้องมาช่วยกัน อย่างไรก็ตามขั้นแรกอาจเริ่มให้มีนักจิตวิทยา1คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณ1,000คนขึ้นไป ส่วนโรงเรียนเล็กๆ อาจจะต้องมีนักจิตวิทยากลางที่ดูแลหลายโรงเรียน

            นพ.ยงยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาจะมีครูแนะแนวที่ทำหน้าที่เสมือนนักจิตวิทยา แต่ปัญหาคือครูแนะแนวต้องทำการสอน และทำเรื่องการแนวแนวด้านอื่นๆ อีกมาก แต่การให้คำปรึกษาแก้ปัญหาของเด็กนักเรียนนั้นจำเป็นต้องมีเวลา ทำงานต่อเนื่อง ในขณะที่การจะแก้ปัญหาเด็กให้ทันกับความต้องการของปัญหา นักจิตวิทยาต้องมีชั่วโมงในการดูแลเด็กอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการสอนหนังสือ และดูไปถึงผู้ปกครองได้ ถ้าจะต้องส่งพบจิตแพทย์ก็สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้

            ทั้งหมดนี้คือระบบการทำงานที่นักจิตวิทยาจะเข้ามาดู ทั้งนี้ประเทศไทยไม่เคยมีนักจิตวิทยาในโรงเรียนมาก่อน ที่ผ่านมาจะใช้นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาให้คำปรึกษามาอบรม และถ้าจากนี้ดำเนินการอย่างจริงจังอาจจะต้องมีการทำระบบไลน์เซนต์ เพราะคนทำงานทางด้านนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหากับผู้ปกครองได้เช่นกัน

            “จากการทำโครงการนำร่อง20โรงเรียน เราพบว่าเด็กมีปัญหาอยู่2กลุ่ม คือ1.ปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจ วิตกกังวล เก็บตัว กลัวการไปโรงเรียน และ2.ก้าวร้าวรุนแรง สมาธิสั้น ปัญหาความประพฤติ ถือเป็น2กลุ่มใหญ่ที่โรงเรียนต้องจัดการให้ได้ ตรงนี้นักจิตวิทยาจะต้องช่วยบำบัด เพราะการบำบัดที่ดีที่สุดคือการบำบัดในโรงเรียน หากมีระบบที่ดีในโรงเรียนก็จะสามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้เร็ว ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็อาจจะต้องส่งต่อให้จิตแพทย์ตรวจวินิจฉัยและให้ยาร่วมด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนที่โรงเรียนดูแลต่อนั่นก็คือตัวนักจิตทยา” นพ.ยงยุทธ์ กล่าว.


สธฉ.แนะ5วิธีเอาตัวรอดเบื้องต้นเหตุเพลิงไหม้

            นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้หอพักนักเรียนหญิงโรงเรียนพิทักษ์เกียรติ ต.เสียงป่าเป้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายว่า สำหรับการเอาตัวรอดในเหตุเพลิงไหม้นั้น คือ 1.ตั้งสติ จากนั้นดูว่ามีการแจ้งเตือนอัคคีภัยแล้วหรือไม่ หากยังให้รีบกดกริ่งสัญญาณเพื่อเตือนให้คนในอาคารรับทราบ และแจ้งหน่วยดับเพลิงตามหมายเลขที่จะมีแจ้งไว้ในอาคาร 2.หากมีเวลาเพียงพอสามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงช่วยดับเพลิงเบื้องต้น ระหว่างรอทีมดับเพลิง แต่หากเห็นว่าควบคุมไม่ได้ หรืออยู่ไม่ได้แล้วให้รีบออกจากอาคาร

            3.หากมีเวลาเพียงพอ อาจช่วยลดการลุกลามของเปลวเพลิงได้ด้วยการปิดหน้าต่าง เพื่อลดออกซิเจนที่จะเข้ามาในอาคาร หรือตัดคัทเอาต์ หรือแยกสิ่งที่จะเป็นเชื้อเพลิงออกมา เช่น แอลกอฮอล์ หรือวัสดุที่ติดไฟง่าย เพื่อลดความรุนแรงของเพลิงไหม้ 4.การหนีออกนอกอาคารให้พยายามหนีลงไปข้างล่าง ไม่ขึ้นข้างบน และห้ามใช้ลิฟต์ และ5.พยายามมอบต่ำ เพราะควันไฟจะลอยขึ้นสูง หากมีเวลาสามารถหาผ้าชุบน้ำมาปิดหน้า เพื่อป้องกันการสูดเอาควันเข้าไปมากเกินไปได้ เหล่านี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแจ้งเหตุไปยังหน่วยดับเพลิงให้ทราบ

            “ที่ผ่านมาโรงพยาบาลจะมีการซักซ้อมเพื่อรับมือเหตุอัคคีภัย และมีการทำสื่อให้ความรู้ แต่ในส่วนของโรงเรียนและหอพักอาจยังไม่มี ดังนั้น การที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะทำคู่มือเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องมีการบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยอาจขอทีมวิทยากรมาช่วยให้ความรู้ เช่น โรงพยาบาล หน่วยดับเพลิง เป็นต้น ในการมาให้ความรู้และซักซ้อมเมื่อพบกับเหตุอัคคีภัย ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เพียงเฉพาะแต่กรณีอัคคีภัยเท่านั้น แต่รวมถึงภัยพิบัติอื่นๆ ด้วย คนไทยยังไม่มีความรู้และทักษะในการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง หากทำเป็นหลักสูตรโดยเฉพาะให้กับนักเรียนเพิ่มเติมจากหลักสูตรภาคบังคับก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนประชาชนทั่วไปก็ต้องพยายามสื่อสารให้ความรู้ที่ถูกต้อง อย่างการจมน้ำ ก็มักจะเห็นการช่วยเหลือที่ผิดวิธีอยู่เสมอ เช่น การจับเด็กพาดบ่าแล้วเขย่า ก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เป็นต้น”นพ.อนุรักษ์กล่าว