ข่าว

"ในชีวิตไม่เคยทำงานหนักเท่านี้"

"ในชีวิตไม่เคยทำงานหนักเท่านี้"

03 ส.ค. 2552

"วิทยา แก้วภราดัย" รมว.สาธารณสุข สังคมไทยกำลังจับตาการทำงานมากที่สุดในการจัดการกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ยังคงมีตัวเลขคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เปิดใจถึงการรับมือไข้หวัดใหญ่ 2009 รวมไปถึงความมั่นคงของเก้าอี้รัฐมนตรีในวันที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน

มาตรการป้องกันไข้หวัด 2009 ของกระทรวงสาธารณสุขผิดพลาดตรงไหน
 มาตรการการป้องกันภาครัฐจะเกิดไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน เพราะหวัด 2009 ติดต่อระหว่างคนไปสู่คน ประเทศเม็กซิโกปิดประเทศ 7 วัน ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็ยังขยายไปอย่างรุนแรงมาก ผมคิดว่าเม็กซิโกอาจจะต้องปิดประเทศรอบสอง เพราะการปิดประเทศไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกัน ขณะนี้ประเทศที่มีมาตรการได้ดีที่สุดคือ ญี่ปุ่น เพราะประชาชนทุกคนมีวินัยใส่หน้ากาก พักอยู่กับบ้าน ขยันล้างมือ ทำให้เขาป้องกันโรคได้ ทำได้ดีกว่าอเมริกา อังกฤษ หรือยุโรปทั้งหมด 

แปลว่ามาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้ล้มเหลวเพราะประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ
 มันคือโรคระบาด ไม่ใช่ล้มเหลว แต่เมื่อระบาดเข้ามาแล้ว เราก็หามาตรการ ไม่ใช่เพียงกระทรวงสาธารณสุขเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังมีคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์สาธารณสุขด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งประกอบด้วยคนนอกกระทรวง 80-90% เป็นนักวิชาการ คณบดีแพทยศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่
 ผมคุยกับประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ตั้งแต่ต้นว่า ถ้าเราผิดเมื่อไหร่ตำหนิได้ทันที และเรื่องที่เราถูกตำหนิเรื่องแรกคือ เรื่องที่เราสั่งจ่ายยาที่ราชบุรี แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดเราไม่เคยมาผิดแนวทาง นักระบาดเขาประเมินมาแล้วว่ามันต้องระบาด แต่สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขทำได้คือ อย่าให้มันระบาดรุนแรงจนโรงพยาบาลแตก ให้ค่อยๆ เกลี่ยคนป่วย ให้ค่อยๆ มีคนป่วยในระดับที่ทุกโรงพยาบาลคุมได้ นี่คือนโยบายของเรา

ตอนนี้ดูเหมือนการระบาดขยายตัวเร็วขึ้น
 ไม่เร็ว เป็นปกติ แต่มีการขยายตัวเป็นวงกว้างทั่วโลกโดยเริ่มจากเม็กซิโก เมื่อเดือนมีนาคม จนเดี๋ยวนี้พบ 110 ประเทศทั่วโลก เพราะการคมนาคมเร็วมาก เป็นการระบาดอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ เพราะเทคโนโลยีในการสื่อสารไปได้รวดเร็วขึ้น การคมนาคมที่รวดเร็ว จึงมีการแพร่กระจาย คนไปถึงไหนก็มีการกระจายที่นั่น

แต่ถ้าเทียบกับในประเทศแถบเอเชียด้วยกัน ประเทศไทยดูเหมือนจะแพร่เร็วกว่าประเทศอื่นๆ
 ไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม ทางอากาศ ดังนั้นหวัดจะมาถึงก่อน ลาว เขมร พม่าแน่ เพราะมีคนลงสุวรรณภูมิวันละ 3 หมื่นกว่าคน ซึ่งหลายคนบอกว่า ลาว เขมร พม่าล้าหลังกว่าไทยทำไมจึงตายน้อยกว่า ซึ่งเราก็พูดได้ว่าอเมริกาที่ก้าวหน้ากว่าไทยทำไมตายเยอะกว่าไทย หากพูดในตรรกคือ เราพูดถึงเรื่องที่ไม่รู้จักมาก่อน จึงเรียกว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ไม่รู้จัก เราก็ไม่รู้จัก ทุกอย่างที่นักระบาดหรือผู้เชี่ยวชาญจะบอกได้คือความน่าจะเป็น

ระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านกับการรับมือไข้หวัดใหญ่ อะไรคือความหนักใจในการแก้ไขเรื่องนี้
 ทุกอย่างเป็นของใหม่ ทั้งคนที่รับมือ กระทรวงสาธารณสุข ทั้งประชาชนทั่วไป ทุกคนวิจารณ์ในเรื่องที่คาดการณ์ว่าจะเป็น อาจคาดการณ์คลาดเคลื่อนบ้าง เพราะเป็นเรื่องใหม่ ได้ถามนักวิชาการจากสำนักระบาดและคณะอนุกรรมการว่ามาตรการที่กระทรวงทำไปผิดพลาดตรงไหนบ้าง อ่อนไป แรงไปไหม ซึ่งทุกสถาบันยืนยันว่าเราทำถูก

แม้ว่าจะเป็นของใหม่ แต่เมื่อย้อนกลับไปในสมัยที่ไข้หวัดนกระบาด ซึ่งถือเป็นของใหม่ในตอนนั้นเช่นกัน
 หวัดนกระบาดจากนกสู่คน หวัดนกไม่ได้เริ่มต้นจากในเมือง แต่เริ่มต้นจากชนบท ซึ่งมาตรการการป้องกันคือฆ่าตัดตอน หรือถ้าเป็นหวัดหมูก็ฆ่าตัดตอน แต่หวัดคนถ้าเป็นมันอธิบายไม่ได้ มันไม่ใช่หวัดหมู

การวางมาตรการแก้ไขทำไมนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ถึงต้องลงมาดูแลด้วยหากการแก้ไขการระบาดไข้หวัดใหญ่ได้ผล
 ท่านให้ความเห็นผมทุกอาทิตย์ และผมโทรปรึกษาท่านตลอดตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งท่านเป็นคนแนะนำมาว่ากระทรวงสาธารณสุขต้องพูดความจริง ซึ่งผมได้ยึดมั่นมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกอย่างต้องเป็นความจริง กระทรวงรู้อะไร ประชาชนต้องรู้

การสื่อสัญญาณอะไรที่ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจหรือเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการระบาด
 การที่เราส่งสัญญาณตั้งแต่ครั้งแรกว่าไข้หวัดดังกล่าวไม่รุนแรง 90% จะหายเอง 10% อันตรายและมีกลุ่มเสี่ยง ซึ่งคนคิดว่ากลุ่มเสี่ยงหมายถึงคนจะป่วยเป็นโรค แต่กลุ่มเสี่ยงทางการแพทย์ที่เสนอกันทั่วโลก หมายความว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะอาการหนักหรือเสียชีวิต ซึ่งประชาชนคาดหวัง เพราะสามารถป้องกันไม่ให้เข้าประเทศได้ถึง 40 วัน แต่พอวันที่ 46 หวัดเริ่มเข้ามาในประเทศทำให้ประชาชนเริ่มผิดหวัง และขาดความเชื่อมั่นในวันที่มีคนเสียชีวิต 

เรามีการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอย่างไร
 ต้องพูดความจริง เพียงแต่ว่าความจริงที่เราพูดออกไปไม่หมด เช่น เราบอกว่ากลุ่มเสี่ยง แต่คนเห็นว่าคนมีสุขภาพดีก็เป็น ซึ่งเราหมายความว่า กลุ่มเสี่ยงคือเสี่ยงที่จะเสียชีวิต แต่ทุกคนบนโลกนี้เสี่ยงที่จะเป็นเหมือนกัน เพราะไม่มีใครมีภูมิคุ้มกัน การปิดโรงเรียน การปิดประเทศ การปิดกิจกรรมเป็นเพียงการชะลอการแพร่ระบาดเท่านั้น แต่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกัน

วางกรอบเวลาการรักษาให้หยุดเร็วที่สุดเมื่อไหร่
 ตามหลักวิชาการคือ มันจะอยู่กับเรานานซึ่งนักวิชาการทั่วโลกยังนึกไม่ออกว่าจะหยุดอย่างไร เพราะมันจะอยู่กับเรานาน ซึ่งการจะทำให้ประชาชนมาเชื่อมั่นอีกครั้งคือต้องให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริงว่าคืออะไร ประเทศไทยไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว และไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย ผมหารือกับองค์การอนามัยโลกว่าในภูมิภาคนี้ทำไมตัวเลขประเทศเราเพิ่มขึ้นสูง คำตอบขององค์การอนามัยโลกคือ อยู่ที่ประสิทธิภาพการรายงาน ใครรายงานดีตัวเลขก็จะสูง

ประเมินความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ว่าหลังจากรายงานจำนวนผู้เสียชีวิต
 กรมสุขภาพจิตวิเคราะห์ว่าสุขภาพจิตของคนดีขึ้นหลังจากรายงานสัปดาห์ละครั้ง เพราะไม่โดนกดดันกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสังคมไทยในเรื่องสุขภาวะครั้งยิ่งใหญ่ มนุษย์จะต้องเตรียมรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติจากธรรมชาติโดยไม่คาดคิด 

เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่
 ทุกครั้งที่เกิดตัวเลขคนตายขึ้นมา คือความเสียใจของกระทรวงสาธารณสุข ผมนั่งอยู่ตรงนี้ เรารู้ว่าตัวเลขของผู้เสียชีวิตคือการสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเราลดลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมคือ ยึดว่าผู้ป่วยทุกคนต้องเป็นบุคคลสำคัญ ทุกเช้าผมตื่นมาต้องโทรเช็กว่าที่ไหนมีคนป่วยและมีคนเจ็บมาก ก็จะต้องให้กำลังใจหมอ ไม่ใช่โทรศัพท์ไปตำหนิหมอ เพราะไม่ได้ช่วยให้หมอรักษาคนไข้ดีขึ้น

เมื่อโรคนี้เป็นโรคระบาดในฐานะที่เป็น รมว.สาธารณสุข จะออกมารับผิดชอบอย่างไรหากระบาดมากกว่านี้
 ปัญหาคือขนาดไหนคือความรับผิดชอบ หรือเราต้องการ ลักษณะที่พิเศษกว่าคนในโลก เราต้องกล้าพูความจริงกันดีกว่า กล้ายอมรับความจริงมากกว่า ซึ่งจนถึงขนาดนี้กระทรวงสาธารณสุขทำอะไรที่ผิด ต้องชี้ให้ได้ ซึ่งสิ่งที่คุณพูดวันนี้กับที่คุณพูดเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมันผิดกัน เพราะเมื่อ 2 เดือนที่แล้วเรายังไม่รู้จักหวัด 2009 ขนาดนี้ แต่การพูดวันนี้ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่คุณพูดเมื่อ 2 เดือนที่แล้วผิด เพราะถ้า 2 เดือนที่แล้วรู้จักมันก็จะไม่พูดอย่างนี้เด็ดขาด

มาถึงวันนี้ รมว.สาธารณสุข รู้จักไข้หวัด 2009 ดีหรือยัง
มันยังไม่จบ ยังรู้จักไปเรื่อยๆ ถามว่าองค์การอนามัยโลกรู้จักไข้หวัด 2009 ดีขนาดไหน เราเก่งกว่าเขาหรือไม่ แล้วเขาจบหรือยัง ซึ่งเขาเพิ่งพูดเมื่ออาทิตย์นี้เองว่าคนท้องเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเราพูดมาก่อนเขามาอาทิตย์หนึ่งด้วยซ้ำไป และองค์การอนามัยโลกก็ยังไม่จบ คนที่แสดงตัวว่าเหมือนรู้เยอะอาจจะยังไม่รู้จักอะไรเลยก็ได้ เพราะคนที่เก่งที่สุดในโลกยังไม่รู้จักเลย

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกลายเป็นเป้าใหญ่ที่ฝ่ายค้านโจมตี
 ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ เริ่มต้นยังไม่เข้าใจก็จะว่ากระทรวงสาธารณสุขผิด ต้องมาดูว่าผิดตรงไหนอย่างไร ซึ่งถ้าผิดก็ต้องรับผิด แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่รู้

ฝ่ายค้านโจมตีเรื่องการส่งสัญญาณผิดตั้งแต่ต้นจนทำให้มีการเสียชีวิต
 ที่ผมถามนักระบาดวิทยาบอกว่า 90% จะไม่เป็นอะไรเลย กินพาราเซตามอลก็หาย หรือบางคนไม่ต้องกินยาก็หายเอง ซึ่งตัวเลขวันนี้ ตรวจพบ 8,000 คน แต่คนที่ป่วยจริงมี 4-5 แสน ถามว่าแรงไหมถ้าทุกคนเข้าโรงพยาบาลหมด แต่วันนี้เรามีคนป่วยใน เพียง 30 คน ทั้งๆ ที่มีคนป่วยเข้ามาตรวจที่โรงพยาบาลก็เยอะ แต่ส่วนใหญ่ได้กลับบ้าน ซึ่งยอมรับว่ากระทรวงสื่อผิดพลาด แต่ว่าไม่ได้ผิดในหลักการ แต่ทำความเข้าใจผิดพลาด  

ทุกครั้งมีข่าวว่ารัฐมนตรีของต่างประเทศลาออก เพราะทำงานผิดพลาด รู้สึกกังกลหรือไม่ว่าจะตอบคำถามสังคมอย่างไร
 ผมอยากให้ช่วยชี้ว่าผมผิดตรงไหน อะไรที่ผมชี้แจงไม่ได้ว่าผมทำผิดตรงไหน ซึ่งหากผมเดินตามกรอบวิชาการแล้วมาชี้ว่าผมผิด ผมจะรับผิดชอบ ในวันนี้ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เดินลำพัง แต่อยู่ภายใต้คำแนะนำของคณะอนุกรรมการระดับชาติ ซึ่งความรับผิดชอบที่ต้องการให้ผมรับผิดชอบคืออะไร หากต้องพูด เพราะการเมืองซึ่งมันต้องมีคนผิด ผมง่ายในเรื่องการเมือง เพราะต้นทุนผมไม่ได้เสียสตางค์เข้ามา ที่เข้ามาเพราะมีโอกาส ในชีวิตไม่เคยทำงานหนักเท่านี้

วันนี้มีเรื่องอะไรที่หนักใจที่สุดในการทำงานตรงนี้
 หนักใจทีมมึนกับยอดคนตายเยอะ อยากให้คนตายลดลง ผมทำงานในกระทรวงนี้ตำหนิหมอไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะถ้าตำหนิเดี๋ยวเขาเขียนใบลาออกไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแทน ฉะนั้นมันไม่สนุกสำหรับการบอกว่าจะลดคนตายอย่างไรในขณะที่หมอเราขาดแคลน


บุษราคัม ศิลปลาวัลย์  / ปองพล สารสมัคร