
เส้นทางอาชีพ : ธุรกิจ 'ปุ๋ย' สู้ภัยแล้ง
24 พ.ค. 2559
เส้นทางอาชีพ : ธุรกิจ 'ปุ๋ย' สู้ภัยแล้ง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ฟังอดีตนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยและบอสใหญ่แห่งศักดิ์สยาม กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตราสิงโตสยามพูดถึงการฝ่าด่านวิกฤติแล้งของผู้ประกอบธุรกิจปุ๋ยยามนี้ต้องยอมรับว่าหนักหนาสาหัสเอาการจริงๆ เพราะน้ำแล้งไม่ได้มีผลกระทบแค่เกษตรกรเท่านั้น แต่มันเกี่ยวโยงในทุกห่วงโซ่ของภาคการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจปุ๋ย เอาง่ายๆ ยกกรณีแค่รัฐบาลมีนโยบายให้เกษตรกรหยุดทำนาปรังในช่วงฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำเอาผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่สายป่านไม่ยาว ต้องหยุดกิจการไปแล้วกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ นี่นับเฉพาะที่เป็นสมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยเท่านั้นนะครับ ที่เหลืออีกเท่าไหร่ที่ต้องล้มเลิกกิจการไป เนื่องมาจากปัญหาภัยแล้ง
ยิ่งถ้าหากแล้งยาวต่อเนื่องไปอีก 3 เดือน เชื่อว่ารายเล็กรายกลางที่ไม่วางแผนดำเนินธุรกิจไว้ล่วงหน้าต้องลำบากแน่นอนและไม่รู้จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะกลับมาเข้าสู่วงการได้เหมือนเดิม ก็จะเหลือเฉพาะรายใหญ่ๆ ที่สายป่านยาวเท่านั้นที่คงอยู่ได้ รายใหญ่ก็ใช่ว่าจะไม่ขาดทุน เพียงแต่ส่วนใหญ่เขาลงทุนเปิดกิจการไว้ในต่างแดน จึงสามารถนำกำไรในส่วนนี้มาถัวเฉลี่ยเพื่อให้การดำเนินกิจการอยู่รอดได้
ทวีศักดิ์ ยกตัวอย่างบริษัทของเขาว่าโชคดีเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ร่วมกับมิตรผลลงทุนเปิดโรงงานผลิตปุ๋ยขึ้นที่ประเทศจีน เหตุวิกฤติภัยแล้งปีนี้ จึงไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากนัก เนื่องจากจีนขณะนี้ธุรกิจปุ๋ยค่อนข้างไปได้ดี เป็นประเทศใหญ่มีกำลังซื้อสูงและมีการขยายตัวของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่่างต่อเนื่อง ขณะบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนกลับต้องเจอวิกฤติภัยแล้ง งดการเพาะปลูกพืช งดการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ไม่มีการใช้ปุ๋ยในภาคการเกษตร นี่คือประเดนสำคัญ นอกจากนั้นยังมีข้อมูลบางตัวที่ผู้ประกอบการปุ๋ยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็คือปริมาณน้ำในเขื่อน
ถามว่าทำไมต้องติดตาม เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการวางแผนธุรกิจใน 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อจะได้เตรียมนำเข้าแม่ปุ๋ยมาสต็อกไว้ล่วงหน้ารองรับในฤดูการผลิตถัดไป หากนำเข้ามาโดยไม่รู้ข้อมูลน้ำล่วงหน้าหรือไม่สอดรับกับการประกาศนโยบายของรัฐบาล มีโอกาสเสี่ยงแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการค้างสต็อกแม่ปุ๋ยที่นำเข้ามาเป็นระยะเวลานาน
ส่วนอีกปัจจัยที่ต้องถือว่าเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยง นั่นก็คือการวางแผนทางด้านการเงิน โดยจะต้องจัดสรรเงินจากกำไรออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกจะเป็นเงินเก็บไว้ 33 เปอร์เซ็นต์เพื่อสำรองไว้หากธุรกิจมีปัญหา ส่วนที่สองเป็นเงินที่นำมาต่อยอดทางธุรกิจหรือลงทุนขยายกิจกการอีก 33 เปอร์เซ็นต์และสุดท้ายเป็นเงินที่เก็บไว้ใช้ส่วนตัวอีก 33 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากนำเงินมาทุ่มด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากเกิดปัญหาก็จะมีผลกระทบต่อกิจการทันทีและสุดท้ายต้องให้ความสำคัญกับเครดิตแบงก์ อย่าทำให้เครดิตเสีย เพราะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
นี่คือมุมมองของอดีตนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการปุ๋ยมาค่อนชีวิตที่ผู้ประกอบธุรกิจปุ๋ยมือใหม่ควรจะรับฟัง!
-----------------------
(เส้นทางอาชีพ : ธุรกิจ 'ปุ๋ย' สู้ภัยแล้ง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



