
ม.อ.จับมือเครือข่ายอนาคตไทย เปลี่ยนคนรุ่นใหม่ คิดดีมีตังค์
มุ่งเน้นในเรื่องการปลุกจิตสำนึกอย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟ้อ ในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาไม่ให้หลงใหลกับวัตถุนิยมจนเกินไป
ม.อ.จับมือเครือข่ายอนาคตไทย เปลี่ยนคนรุ่นใหม่ “คิดดีมีตังค์” “อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟ้อ”
ด้วยเล็งเห็นว่าการมีพฤติกรรมการใช้เงินที่เหมาะสมกับช่วงวัยของนักศึกษา จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของสังคมและประเทศในอนาคตได้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จึงได้จับมือกับเครือข่ายอนาคตไทย สำนักงานจังหวัดสงขลา และมูลนิธิบุคคลพอเพียง ร่วมจัดกิจกรรมสร้างพลังเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนและนักศึกษา พร้อมวางแผนในอนาคต บรรจุ “วิชาบริหารจัดการการเงิน” เป็นหลักสูตรการศึกษา เตรียมปลูกฝังทัศนคติที่เป็นบวก สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการเงินที่ดีระยะยาว
โดย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และเครือข่ายอนาคตไทยซึ่งเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ระดับประเทศ Thailand Campaign ภายใต้ชื่อ "อย่าให้ใครว่าไทย" ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่จะกระตุ้นให้คนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติลดเลิกพฤติกรรมเชิงลบ (โกง ฟุ้งเฟ้อ มักง่าย ขาดสติ ) โดย 6 องค์กรหลักผู้ริเริ่ม ได้แก่ มูลนิธิมั่นพัฒนา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและสภาหอการค้าไทย ปัจจุบันมีภาคีเครือข่ายทั้งสิ้นจำนวน 104 องค์กร จัดแถลงข่าวกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนโครงการ “อย่าให้ใครว่าไทย”ในระดับภูมิภาคพื้นที่ภาคใต้ขึ้น โดยมี รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วรรณวิมล ศุภประเสริฐ เลขาธิการมูลนิธิมั่นพัฒนา บันลือเดช ทองนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดสงขลา รติรส กาญจนธาน ตัวแทนมูลนิธิบุคคลพอเพียง จังหวัดสงขลา เป็นภาคีให้ความร่วมมือโครงการโดยมุ่งเน้นในเรื่องการปลุกจิตสำนึก“อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟ้อ” ในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาไม่ให้หลงใหลกับวัตถุนิยมจนเกินไป ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายและไม่มีการออมใช้เงินเกินตัว
“คิดดีมีตังค์” จุดเริ่มต้นส่งเสริมการรู้จักบริหารจัดการเงิน
รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีนักศึกษากว่า 40,000 คน ซึ่งหากมีการรณรงค์กับนักศึกษา ภายใต้แนวคิดลดความฟุ้งเฟ้อ กับกิจกรรม “คิดดีมีตังค์” คือแนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษารู้จักการประหยัด ใช้เงินเป็น โดยเชื่อว่าหากสามารถสร้างสิ่งนี้ได้ จะทำให้นักศึกษาสามารถพัฒนาไปสู่การออมได้
อย่างไรก็ดี อธิการบดี ม.อ.เสริมว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมุ่งแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมด้านต่างๆ แต่โดยส่วนใหญ่เน้นด้านการพัฒนาปลูกสำนึกในเรื่องจิตอาสาและความมีจิตสาธารณะแก่นักศึกษาเป็นหลัก ขณะที่เรื่องการประหยัดเก็บออมยังไม่ค่อยได้ส่งเสริมมากนัก ดังนั้นจากความร่วมมือผ่านโครงการนี้ จึงถือเป็นการจุดประกายแนวคิดปลูกฝังบัณฑิตของมหาวิทยาลัย
“คนส่วนใหญ่มักมีทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารการเงินว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ร่ำรวยหรือรายได้น้อย จะประหยัดไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง หากเราย้อนกลับไปมองประเทศที่ประชาชนมีวินัยทางการเงินสูง จะทราบว่าไม่ว่ามีรายได้เท่าไหร่ แต่ทุกคนจะต้องมีแผนบริหารด้านการเงินของตนเอง โดยรายได้ส่วนหนึ่งต้องเก็บออมก่อนเสมอ และอีกส่วนที่เหลือจึงแบ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยเน้นเฉพาะสิ่งที่จำเป็น จึงทำให้เขามีเงินออมตลอดเวลา แต่สำหรับสังคมไทยต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องค่านิยมฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดให้รู้จักการบริหารจัดการเงิน การประหยัด และการออม จะสามารถนำไปสู่การสร้างวินัยด้านการเงินในอนาคตของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ในอนาคต”
โดยหากสังคมไทยมีการปลูกฝังเรื่องนี้มากขึ้นก็จะเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินให้กับนักศึกษาได้ และเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว ไม่ว่าจะได้ทำงานมีเงินเดือนมากหรือน้อย ก็ยังสามารถเก็บออมได้ จึงถือว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของการวางแผนชีวิตในอนาคต
จากแนวคิด สู่ภาคปฏิบัติ
รศ.ดร.ชูศักดิ์ ให้ความเห็นต่อถึงกระบวนการแปลงแนวคิดดังกล่าว สู่ภาคปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมว่า ควรเริ่มต้นด้วยการรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้เป็นลำดับแรก หลังจากนั้นจะเน้นให้ความรู้ หรือเชิญวิทยากรมาบรรยายเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสอดแทรกความรู้เชิงทฤษฎีไปด้วย ตลอดจนแนะนำความรู้ในเชิงการบริหารการเงินอย่างไรให้งอกเงยเกิดมูลค่ามากขึ้น เช่นวิธีการลงทุน หรือการออมในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยอาจใช้บุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษาให้กับน้องๆ
สำหรับสภาพการณ์ปัจจุบันของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิการบดีวิเคราะห์ว่าจากการสังเกตโดยส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนที่มีนิสัยฟุ้งเฟ้อมากนัก แต่สิ่งที่ยังขาดคือความรู้เรื่องการบริหารจัดการการเงินเพื่อการวางแผนการเงินในอนาคต
“จะเห็นว่านักศึกษาของเราไม่ได้แต่งตัวแบบหรูหราแต่อย่างใด ไม่มีกระเป๋าแบรนด์เนม ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่สบายใจระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีการมีโครงการนี้เข้ามาจะช่วยรณรงค์ให้รู้จักการใช้เงินที่จะเกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุดสำหรับเขาและมีการออม”
โดย รศ.ดร.ชูศักดิ์ ยังยกตัวอย่างกรณีที่วันนี้นักศึกษายังไม่มีงานทำ เขาอาจเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือในราคาไม่กี่พันบาท แต่เมื่อถึงวันที่มีงานทำแล้ว เขาก็อาจอยากได้โทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นก็ได้ แต่การปลูกฝังค่านิยมลดความฟุ้งเฟ้อดังกล่าวโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ จะเป็นต้นทุนพัฒนาความคิดที่ทำให้เขาสามารถพิจารณาได้ว่า เขาควรเลือกใช้หรือซื้อสิ่งของต่างๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานแท้จริงและตามกำลังทรัพย์ที่มี มากกว่าซื้อสินค้าเพราะค่านิยมของสังคม
“เขาจะต้องประหยัดและรู้จักการบริหารการเงินให้ถูกต้อง เหมาะสม และต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจด้วย เช่นอาจจะต้องลดการออกไปกินข้าวข้างนอกให้น้อยลง เพื่อให้เงินที่มีอยู่สามารถที่จะครองชีพอยู่ได้และสามารถดำรงชีพได้”
วางเป้าบรรจุในหลักสูตรการศึกษาและเชิญชวนมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมเครือข่าย
นอกจากนี้ ในเรื่องการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าไปในหลักสูตรการศึกษานั้นอาจมีความเป็นไปได้ เพราะเนื้อหาเป็นลักษณะวิชาการบริหารการเงินขั้นพื้นฐาน เหมาะสำหรับนักศึกษาทั่วไป ในวิชาเลือกเสรี โดยหากใครสนใจสามารถเลือกเรียนได้ แต่ในส่วนคณะวิทยาการจัดการอาจมีการบรรจุหลักสูตรให้เป็นวิชาบังคับ
ไม่เพียงเท่านั้น อธิการบดีย้ำว่า บุคลากรของ ม.อ.ก็จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะต้องรู้จักการบริหารเงินตัวเอง เพื่อสร้างหลักประกันให้กับตัวเองในอนาคตเมื่อเกษียณไปแล้ว เนื่องจากบุคลากรมหาวิทยาลัยไม่ได้มีบำนาญเหมือนกับข้าราชการทั่วไป ฉะนั้นควรบริหารจัดการเงินให้งอกเงย เช่นรู้จักการลงทุนบ้าง เป็นต้น
สำหรับความคาดหวังจากโครงการนี้ หรือความต้องการการสนับสนุนจากทางภาคีเครือข่าย คือการสนับสนุนด้านวิทยากรหรือบุคคลต้นแบบผู้ที่จะสร้างแรงบันดาลใจและปลุกจิตสำนึกให้กับนักศึกษา อาทิ แนวคิดของโครงการที่มีการนำดารา นักแสดงที่มีชื่อเสียงมาร่วมเวทีเสวนาช่วยสร้างความสนใจให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม และช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ มองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นกลุ่มเยาวชนได้
ขณะเดียวกัน ยังเห็นด้วยว่าควรมีการส่งเสริมความร่วมมือโครงการนี้ ยกระดับให้เป็นเครือข่ายใหญ่ระดับประเทศ เพื่อร่วมกันกระตุ้นให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักเรื่องการใช้เงินให้เป็น และลดการฟุ้งเฟ้อ
“ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยทุกแห่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการสร้างคนดี คนเก่ง ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิมั่นพัฒนาและเครือข่ายอนาคตไทยที่มีเป้าหมายที่จะสร้างคนดี มีวินัย ผมจึงอยากฝากแนวคิดว่า หากทุกมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายเดียวกันมาร่วมมือกัน เป็นเครือข่ายในโครงการนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการรณรงค์ขับเคลื่อนก็จะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนเป็นภาพใหญ่ของประเทศได้ อีกไม่นานเยาวชนของเราก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดี มีคุณภาพของประเทศได้”



