ข่าว

โดรนถล่มสังหารผู้นำตาลีบัน

โดรนถล่มสังหารผู้นำตาลีบัน

22 พ.ค. 2559

สหรัฐอเมริกาคาดผู้นำสูงสุดของกลุ่มตาลีบันเสียชีวิตแล้วจากการโจมตีด้วยโดรนสังหาร

 
                    รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่า นายมุลเลาะห์ อัคตาร์ มานซูร์ ผู้นำคนปัจจุบันของกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันน่าจะเสียชีวิต จากการโจมตีของโดรนที่ได้รับไฟเขียวจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในพื้นที่เมืองบลูชิสถาน ในปากีสถานใกล้กับพรมแดนอัฟกานิสถานเมื่อวันเสาร์ (21 พ.ค.) โดยในการโจมตีครั้งนี้ยังสามารถสังหารนักรบตาลีบันได้อีก 1 ราย แต่ไม่มีพลเรือนเสียชีวิต
 
                    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลปากีสถานและอัฟกานิสถานทราบเรื่องการโจมตีแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศทราบล่วงหน้าหรือไม่ ขณะที่โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลการโจมตี
 
                    นายมานซูร์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มตาลีบันเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว หลังจากผู้นำคนก่อน นายมุลเลาะห์ โอมาร์ ถูกสังหารนาน 2 ปี ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสมาชิกกลุ่มหลายฝ่าย
 
                    ด้าน นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงพม่าเมื่อวันอาทิตย์ (22 พ.ค.) ว่า การมุ่งเป้าโจมตีนายมานซูร์ด้วยการใช้โดรนสังหาร เนื่องจากเขาเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพสหรัฐ พลเรือนชาวอัฟกัน และการเจรจาสันติภาพอย่างร้ายแรง เนื่องจากนายมานซูร์ต่อต้านการเปิดการเจรจาสันติภาพมาโดยตลอด
 
                    ขณะที่สหรัฐอเมริกายืนยันมาโดยตลอดว่ากระบวนการปรองดองโดยมีชาวอัฟกันเป็นผู้นำ และใช้กระบวนการที่จัดการขึ้นโดยชาวอัฟกันเองนั้นเป็นเครื่องรับรองการเกิดสันติภาพ ที่เป็นสิ่งที่สหรัฐต้องการให้เกิดขึ้น แต่นายมานซูร์เป็นภัยคุกคามต่อกระบวนการดังกล่าว
 
                    อย่างไรก็ตามกลุ่มตาลีบันยังไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการโจมตีของกองทัพสหรัฐอเมริกาหรือออกมายืนยันการเสียชีวิตของนายมานซูร์
 
                    ทั้งนี้การโจมตีด้วยโดรนสังหารในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา จีน ปากีสถาน และอัฟกานิสถานเปิดการหารือรอบใหม่ในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงปากีสถานเพื่อเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลอัฟกันกับกลุ่มตาลีบันอีกครั้ง
 
 
 
 
 
 
------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)