ข่าว

‘ตรวจภายในผู้ต้องขัง’ ‘ราชทัณฑ์’ละเมิดสิทธิมนุษยชน?

‘ตรวจภายในผู้ต้องขัง’ ‘ราชทัณฑ์’ละเมิดสิทธิมนุษยชน?

21 พ.ค. 2559

‘แก้ผ้า-ล้วง-ควัก’-‘ตรวจภายในผู้ต้องขัง’ ‘ราชทัณฑ์’ละเมิดสิทธิมนุษยชน? : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

             การตรวจค้นร่างกายผู้ต้องขังของพัศดีเรือนจำ ชนิดล้วงลึกถึงขั้นตรวจภายใน ซึ่งถูกนำไปเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มโลกโซเชียลมีเดีย ว่า เป็นการ “ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ นักศึกษาสาว ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์”

             ทำให้ต้องย้อนถึง “ระเบียบเรือนจำว่าด้วยการรับตัวผู้ต้องขัง” ซึ่งถูกบัญญัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 และยึดถือปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับการรับตัวผู้ต้องหา

             ซึ่งระเบียบดังกล่าวระบุว่า เมื่อได้รับตัว “ผู้ต้องขัง” ไว้แล้ว ให้จัดการต่อไป ดังนี้

             ตรวจค้นสิ่งของที่ตัวผู้ต้องขัง, ให้แพทย์ตรวจอนามัยผู้ต้องขัง, จดบันทึกเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ต้องขัง

             ในส่วนการตรวจค้นสิ่งของที่ตัวผู้ต้องขังนั้น ถ้าผู้ต้องขังเป็นชายให้เจ้าพนักงานชายเป็นผู้ตรวจ ถ้าผู้ต้องขังเป็นหญิงให้เจ้าพนักงานหญิงเป็นผู้ตรวจ หากไม่มีเจ้าพนักงานหญิงก็ให้ผู้ต้องขังนั้นเอง แสดงสิ่งของที่ตนมีติดตัวมาต่อเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ตรวจ หากว่ายังเป็นที่สงสัยว่าผู้ต้องขังจะไม่แสดงสิ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด ก็ให้เชิญหญิงอื่นที่เชื่อถือมาช่วยทำการตรวจให้

             ว่าไปแล้ว...ระเบียบการตรวจค้น ได้เพิ่มดีกรีความเข้มข้นให้เท่าทันกับพัฒนาการเชิงลบของผู้ต้องขังนั่นเอง โดยปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่เนืองๆว่า มีผู้ต้องขังกลืนยาเสพติดเข้าท้องเพื่อลักลอบเข้าไปเสพหรือจำหน่ายในเรือนจำ และมีผู้ต้องขังยัดโทรศัพท์มือถือในรูทวารและช่องอวัยวะเพศเพื่อลักลอบเข้าไปใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารในเรือนจำ ในการตรวจค้นหลายครั้ง พัศดียึดโทรศัพท์มือถือสูงสุด 2-3 เครื่อง ซุกอยู่ในรูทวารของผู้ต้องขัง 1 ราย สร้างความฉงนสนเท่ห์ว่า ยัดเข้าไปได้อย่างไร

             จากการพูดคุยถึงเรื่องการตรวจค้น ล้วงควักกับพัศดีประจำแดนไปจนถึงผู้บัญชาการเรือนจำ ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ภารกิจประจำวันเช่นนี้ สร้างความลำบากใจและอุจาดทั้งต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้น และผู้ต้องขังที่ถูกตรวจค้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากเอามือล้วงก้นผู้ต้องขัง เช่นเดียวกับผู้ต้องขังที่ไม่อยากโดน จึงได้ใช้วิธีสั่งให้ผู้ต้องขังลุก-นั่ง ซ้ำกันหลายๆครั้ง เพื่อให้สิ่งของแปลกปลอมที่ซุกซ่อนไว้ในจุดซ่อนเร้นหลุดร่วงลงมา แต่บางรายก็มีวิธีการยัดที่ล้ำลึกมาก ลุกนั่งอย่างไรก็ไม่หลุดร่วง

             “ชาติชาย สุทธิกลม” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   ระบุว่า ทัณฑสถานหญิงกลางเป็นเรือนจำต้นแบบ ขณะที่เรื่องการตรวจค้น กรมราชทัณฑ์มีคู่มือปฏิบัติเป็นแนวทางชัดเจน ทั้งการตรวจค้นแบบปกติและแบบพิเศษสำหรับการตรวจผู้ต้องขังเข้าใหม่และผู้ต้องขังเก่า

             "เท่าที่ได้รับฟังมา กรณีนี้เกินเลยไปจากแนวปฏิบัติ ตั้งแต่การตรวจร่างกายต้องกระทำในที่มิดชิด แต่ปรากฏว่าห้องตรวจปิดซ่อม จึงต้องตรวจกันข้างห้องฝ่ายปกครองซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง อีกทั้งการตรวจภายในเพื่อค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย ต้องมีเหตุสงสัยอันควรว่ามีการซุกซ่อน ไม่ใช่ตรวจทุกราย การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องที่ต้องตรวจทุกคน และควรจัดห้องคุมขังแยกผู้ต้องหารอประกันออกต่างหาก ทั้งในห้องควบคุมใต้ถุนศาลและห้องควบคุมในเรือนจำ เพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังปะปนกัน แต่ปัจจุบันผู้ต้องขังมีจำนวนมากจึงไม่สามารถจัดสถานที่ให้เพียงพอได้ ทำให้การตรวจค้นต้องครอบคลุมทุกราย เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายจึงต้องการให้เรือนจำสร้างความสมดุลระหว่างความเข้มงวดกับหลักสิทธิมนุษยชนให้ได้

             ด้าน วันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส อดีตอธิบดีราชทัณฑ์ ซึ่งล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก ระบุว่า โดยส่วนตัว ไม่เห็นด้วยกับการตรวจแบบนี้เพราะเป็นเรื่องที่ขัดกับสิทธิมนุษยชน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมต้องตัดสินใจ เพราะเรือนจำจะทำให้ถูกใจและถูกมาตรฐานสังคมทุกอย่างไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่ขัดกันโดยธรรมชาติ ถ้าจะไม่ให้มียาเสพติด ไม่มีโทรศัพท์ซุกซ่อนเข้าไป การตรวจร่างกายของเรือนจำต้องเข้มข้น ถ้าจะไม่ให้ตรวจเข้มข้นโดยเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็ต้องยอมรับเรื่องยาเสพติดและโทรศัพท์ในเรือนจำ

             “สังคมต้องการให้ไม่มียาเสพติดและโทรศัพท์ในเรือนจำ ขณะเดียวกันสังคมก็ไม่ต้องการให้ตรวจใน “ช่องลับ” ที่มักใช้ซุกซ่อน แต่เรือนจำตรวจพบยาเสพติดและโทรศัพท์ซุกซ่อนใน “ช่องลับ” บ่อยมาก ซึ่งเรือนจำเลือกทำได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่สังคมไทยจะเอาทุกอย่างจากราชทัณฑ์ ทั้งที่ฝืนธรรมชาติที่จะได้ทุกอย่างพร้อมกัน สังคมคาดหมายกับกรมราชทัณฑ์มากเกินเหตุหรือเปล่า”

             ขณะที่ กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมราชทัณฑ์ มีแผนนำ “เครื่องบอดี้สแกน” มาใช้ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาโต้แย้งว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นในทัณฑสถานหญิงกลาง ก็จะนำไปติดตั้งในทัณฑสถานหญิงกลาง 1 เครื่อง การตรวจด้วย “เครื่องบอดี้สแกน” แม้จะเห็นอวัยวะทุกสัดส่วนแต่ก็เป็นสากลมากกว่า เพราะมีการติดตั้งและใช้งานในสนามบินต่างๆ โดยแสดงภาพเป็นภาพเอกซเรย์ ซึ่งจะลดภาระการตรวจค้นร่างกายลงได้ โดยเหลือเพียงการลูบลำตัว แขนขา ส่วนการล้วงควักจะกระทำเฉพาะผู้ต้องขังที่เดินผ่าน “เครื่องบอดี้สแกน” แล้วพบสิ่งแปลกปลอมซุกมาในร่างกาย สั่งให้ลุก-นั่งซ้ำๆ กันหลายครั้งแล้วสิ่งแปลกปลอมยังไม่หลุดร่วงออกมา ทั้งนี้ ในเรื่องการตรวจค้นร่างกาย เรือนจำยังจำเป็นต้องปฏิบัติเพราะไม่อาจปล่อยให้เป็นช่องว่างได้
  
             “กรณีของนักศึกษาสาวรายดังกล่าว ถ้าเจ้าหน้าที่รู้ว่ากำลังจะได้ประกันตัวก็คงไม่ตรวจค้น แต่ต้องเข้าใจว่าผู้ต้องขังที่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำในแต่ละวันมีเป็นหลักพันคน การตรวจค้นต้องทยอยดำเนินการเพื่อส่งผู้ต้องขังเข้าเรือนนอน”
    
             จึงน่าพิจารณาว่า กรณีที่นักศึกษาสาวรายนี้ออกมาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทำการตรวจค้นภายใน ล้วงช่องคลอดเธอ และสังคมไทยออกมาโจมตีว่าราชทัณฑ์ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” นั้น เป็นการคาดหวังจากราชทัณฑ์เกินกว่าความเป็นจริงหรือไม่