ข่าว

 “จะนะ-เทพา” เมืองเก่าในสงขลา

“จะนะ-เทพา” เมืองเก่าในสงขลา

03 ส.ค. 2552

ข่าวการผลักดันเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไฟใต้ เข้า ครม.โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คงทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ใจชื้นขึ้นบ้าง แน่นอนว่าบริเวณที่เข้าข่ายจะได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ส่วนสงขลานั้นคุ้มครองเฉพาะ 4 อำเภอ คือ จะนะ เทพา นาทว

อดีตอำเภอทั้ง 4 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ อ.จะนะ และเทพา ต่างมีฐานะเป็น “เมือง” คือ เมืองจะนะ และเมืองเทพา ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองทั้งคู่ขึ้นอยู่กับ “เมืองสงขลา” ต่อมาเมื่อมีการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงลดฐานะเป็นอำเภอ

 ส่วนพื้นที่ อ.นาทวี ปัจจุบันเดิมเป็นที่ตั้งของเมืองจะนะ แต่ภายหลังได้ย้ายไป พื้นที่ดังกล่าวได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ.2499 สำหรับ อ.สะบ้าย้อย เคยเป็นเพียงหมู่บ้านชื่อว่า “บ้านสะบ้าย้อย” ตั้งอยู่ใน อ.เทพา แต่เมื่อราว พ.ศ.2476 มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอ “บาโหย” ขึ้น แล้วย้ายที่ว่าการดังกล่าวไปอยู่ในบริเวณบ้านสะบ้าย้อย ดังนั้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นกิ่งอำเภอสะบ้าย้อย แล้วยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอปีเดียวกับ อ.นาทวี  

 ที่มาของชื่ออำเภอทั้ง 4 มาจากชื่อต้นไม้และไร่นาในภาษามลายูทั้งสิ้น กล่าวคือ “จะนะ” หมายถึง ต้นชุมแสง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น กลีบดอกสีม่วงอ่อนแกมน้ำตาล ส่วน “สะบ้าย้อย” มาจากชื่อไม้เถาประเภทหนึ่ง สมัยก่อนชาวบ้านนิยมนำเมล็ดมาเล่นเป็นกีฬา เรียกว่า “เล่นสะบ้า”

 สำหรับ “เทพา” ในภาษามลายู คือ Tipar แปลว่า ไร่ข้าว ซึ่งฟังดูแล้วมีความหมายในภาษาไทยว่ามีผลผลิตจากการทำนาเป็นทวีคูณ แต่ความจริงแล้วอาจมาจากคำว่า “นาหวี” คือนาของมะเดหวี ซึ่งเป็นตำแหน่งภรรยารองของเจ้าเมือง ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่ชาวมุสลิมในพื้นที่เล่าสืบต่อกันมา

 สงขลา เป็นเมืองสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพัฒนาการขึ้นมาพร้อมผู้คนหลากชาติหลายภาษา ทั้งชาวไทย ชาวจีน เปอร์เซีย อาหรับ ฯลฯ จึงควรทำความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์

 ถือเป็นการเรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน เผื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่ประสบอยู่ จะยุติลงอย่างแท้จริงในสักวันหนึ่ง

 เรือนอินทร์ หน้าพระลาน