
รองปลัดยุติธรรมแย้งตร.คดีรุมฆ่าชายพิการ
รองปลัดยุติธรรมแย้งตร.คดีรุมฆ่าชายพิการ ชี้เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองได้ ยกฎีกาเทียบ ศานิตย์ ย้ำฆ่าชายพิการไม่ใช่การไตร่ตรอง เป็นเหตุเฉพาะหน้า
จากกรณีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายและใช้อาวุธมีดแทงนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 36 ปี ชายขาพิการอาชีพส่งขนมปัง เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านขนมปังหอม ซอยโชคชัย 4 แยก 69 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด 7 คน และมีการแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ต่อมานายอนันตชัย ไชยเดช ทนายความของญาตินายสมเกียรติ ได้พามารดาและหลานชายของผู้เสียชีวิตเข้าพบ พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผกก.สน.โชคชัย เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อนจะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กของนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ความเห็นในคดีดังกล่าว โดยระบุว่า “คดีนี้คงเป็นที่ชัดเจนว่า พนักงานสอบสวนไม่เห็นว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุผลคือ ยังไม่มีพยานหลักฐานว่าเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผมกลับเห็นตรงข้ามกับพนักงานสอบสวน ตอนแรกๆ ผมไม่ฟันธงว่าไตร่ตรองหรือไม่ กระทั่งมีคลิปของธนาคารที่อยู่บริเวณนั้น เผยแพร่ออกมา ปรากฏว่าผู้ต้องหามีการโทรศัพท์และยืนรออยู่สักพัก เพื่อรอพรรคพวกที่จะตามมา พร้อมกับอาวุธมีดดาบ พฤติการณ์ที่ “ยืนรอสักพัก” ตรงนี้ถือว่าเกี่ยวข้องกับระยะเวลา ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของศาล ที่ใช้พิจารณาว่าไตร่ตรองหรือไม่ ศาลฎีกาถือหลักเกณฑ์ 2 ประการในการชี้ขาดว่าเป็นไตร่ตรองหรือไม่ 1.ระยะเวลาก่อนเกิดเหตุ 2.มีการวางแผนก่อนเกิดเหตุ ต้องเข้าใจก่อนว่า กฎหมายไม่เคยมีคำจำกัดความของการไตร่ตรองว่ามีความหมายแบบใด”
ดังนั้น แนวฎีกาจึงสำคัญ เพราะจะบอกเราว่า ศาลตีความกฎหมายไว้อย่างไร มาดูกันว่า กรณีที่นอกจากการวางแผนแล้วนั้น ศาลตีความเรื่องระยะเวลาอย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 218/2527 “...หลังจากทะเลาะกัน ผ่านไป 10 นาที จำเลยกลับมาใช้ปืนยิงผู้เสียหายถือว่าระยะเวลา 10 นาที เพียงพอที่จะทำให้จำเลยคิดและมีสติได้ จึงถือว่าเป็นการไตร่ตรอง...” คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 834/2520 “...หลังจากทะเลาะกันผ่านไป 10 นาที จำเลยกลับมาพร้อมปืนมายิงผู้เสียหายถือว่า จำเลย มีโอกาสไตร่ตรองคิดทบทวนดีแล้ว ในช่วงเวลา 10 นาทีดังกล่าว จึงถือว่าไตร่ตรองไว้ก่อน...” คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1248/2509 “...จำเลยเกิดโทสะไปแล้ว ความคิดต่อจากนั้นจึงเป็นเรื่องของการคิดไตร่ตรอง จะมาอ้างว่ายังมีโทสะอยู่ไม่ได้...” คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2217/2556 “...การที่มีเวลาคิดไตร่ตรอง ย่อมจะไม่ใช่เกิดเหตุปัจจุบันทันด่วน...”
วันเดียวกัน พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 กล่าวว่า กรณีที่ญาติและทนายความไปร้องขอให้เพิ่มข้อกล่าวหาจากร่วมกันทำร้ายจนเสียชีวิต เป็นฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อ ผบ.ตร.นั้น ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ตำรวจไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด และย้ำว่า สำนวนคดีเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ตำรวจมีอยู่ และขณะนี้ทราบว่าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้กำลังเร่งสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ โดยรอเพียงเอกสารทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย
“ตำรวจได้ทำความเข้าใจกับญาติผู้เสียชีวิตมาโดยตลอด และหากญาติหรือทนายความติดใจจะไปร้องทุกข์ต่อหน่วยงานอื่นๆ ก็สามารถทำได้ ยืนยันว่าตำรวจทำตามขั้นตอนทุกอย่าง และทางคดีญาติสามารถแต่งตั้งทนายความเป็นโจทก์ร่วมในชั้นอัยการได้ เพื่อที่จะสามารถดูแลคดีอย่างใกล้ชิด เมื่อขึ้นสู่ชั้นศาล” พล.ต.ต.นันทชาติกล่าว
ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ทนายความและญาติของนายสมเกียรติไปยื่นข้อเรียกร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาการแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ว่า กรณีนี้รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาก็ต้องดำเนินไปตามหลักฐาน พิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กำชับให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เบื้องต้นได้รับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ก่อนส่งให้ต้นสังกัดพิจารณาต่อไป
“แม้ผู้ต้องหาจะเป็นลูกหลานตำรวจก็จะไม่มีใครช่วยเหลืออย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่สำหรับรายละเอียดต่างๆ จะไม่ก้าวล่วงการทำงานของพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนไม่มีการแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ญาติได้เรียกร้องนั้น ญาติสามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเองได้” รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าว
ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่ สน.วัดพระยาไกร พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นแย้งพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีทั้งผู้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่รู้กฎหมาย และมีผู้ที่รู้กฎหมายแต่ไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด บางส่วนไม่รู้กฎหมายและไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย มีหลายคนแสดงความคิดเห็นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามไม่อยากจะพูดถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว เนื่องจากตอบคำถามและชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงไม่สามารถแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับวัยรุ่นทั้ง 7 คนได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมอ้างฎีกาดังกล่าวข้างต้น พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาพบว่ากรณีดังกล่าวต้องย้อนไปตั้งแต่ที่ฝ่ายผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหาทะเลาะกันและมีการท้ากัน ก่อนจะจบและแยกย้ายกันไปแล้ว จากนั้นฝ่ายผู้ต้องหานั่งดื่มสุรากันต่อ ก่อนที่ 4 คนจะขึ้นห้องนอน ส่วนอีก 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันกลับบ้าน เป็นทางบังคับว่าทางกลับบ้านต้องผ่านหน้าร้านของผู้เสียชีวิต โดยบังเอิญว่าผู้เสียชีวิตยืนอยู่หน้าร้านพร้อมตะโกนด่าทอกัน ฝ่ายผู้ต้องหาบอกว่าขอโทษไปแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่จบ กระทั่งโต้เถียงหนักขึ้นจนนำไปสู่การเกิดเหตุดังกล่าว ก่อนจะโทรศัพท์เรียกเพื่อนมาช่วย ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการไตร่ตรอง เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ผู้ต้องหาบุกมาบ้านและมาทำร้ายผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุการณ์ทะเลาะที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
“ผมขอยืนยันว่า หากทางฝั่งผู้ตายรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถให้ทนายไปร้องต่อศาลได้โดยตรงหรือญาติผู้ตายสามารถขอเป็นโจทก์ร่วมในชั้นศาลได้เช่นกัน ทั้งนี้ผมอาจจะต้องพิจารณาบุคคลที่มาโพสต์แสดงความคิดเห็นคดีดังกล่าว โดยบางคนโพสต์แสดงความคิดเห็นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่” รรท.ผบช.น.กล่าว
ขณะที่ นายเมธัส ผลประเสริฐ หลานชายของนายสมเกียรติ ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พยานหลักฐานทั้งหมดมีความชัดเจนในการเอาผิดผู้ต้องหาทั้งหมด การที่ผู้ต้องหาโทรเรียกเพื่อนมาเพื่อช่วยเหตุใดจึงต้องเอาอาวุธมีดมาด้วย
“ผมได้ยินชัดเจนขณะที่ผู้ต้องหาโทรศัพท์เรียกเพื่อน พร้อมบอกว่า เอามีดมาเลย ถ้าพวกเขามาช่วยกันเองจริงๆ ทำไมต้องเอามีดมาด้วย ทั้งๆ ที่ผู้ตายเอามีดไปเก็บแล้ว ตรงนี้ที่ยังเป็นข้อกังขา และจากที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร แถลงว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ ผมรู้สึกผิดหวัง พยานหลักฐานชัดเจน แต่กลับไม่แจ้งเอาผิดข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” นายเมธัส กล่าว



